คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3488/2557 ฉบับเต็ม

#572012
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3488/2557 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แปซิฟิคไฟแนนช์ จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าดำเนินคดีแทน โจทก์ นายชัยชนะ แดงมีเชาวน์ โดยนายกฤษณะ แดงมีเชาวน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 224, มาตรา 916, มาตรา 968 (2), มาตรา 986 พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 โจทก์มีตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ในครอบครองเนื่องจาก บริษัท อ. สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับมาให้โจทก์เพราะโจทก์ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทนั้นแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะรับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินและใช้เงินให้แก่บริษัท อ. หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ แต่ก็ได้ความจาก พ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน แต่งตั้ง ช. เป็นประธานกรรมการของโจทก์ ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และหลังจากนั้นองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเคยมีหนังสือแจ้งไปยังประธานกรรมการโจทก์ให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ของโจทก์ การดำเนินกิจการของโจทก์หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการจึงเป็นการเข้าดำเนินการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การดำเนินกิจการของโจทก์ดังกล่าวจึงหาเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงการคลังไม่ คำสั่งกระทรวงการคลังให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ เป็นคำสั่งที่ใช้บังคับแก่โจทก์โดยเฉพาะมิได้ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป การดำเนินการของโจทก์เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. และกระทรวงการคลังที่จะต้องว่ากล่าวกัน หาได้กระทบกระเทือนต่อฐานะความเป็นคู่สัญญาผู้ขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 1 และฐานะความเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หาทำให้สัญญาขายลดตั๋วเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกตั๋วระงับหรือสิ้นสุดไปด้วยไม่ ทั้งไม่ได้ความว่าการโอนตั๋วสัญญาใช้เงินระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล เท่ากับการใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นไปโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้เงินตามตั๋ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ สัญญาขายลดตั๋วเงิน มีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยโจทก์อ้างส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลดสูงสุด และอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีของโจทก์ และหนังสือขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน แสดงให้เห็นว่า ขณะจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ซึ่งไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์ประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้เขียนข้อความกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยไว้ แต่ ป.พ.พ. มาตรา 968 (2) ประกอบมาตรา 985 บัญญัติให้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา แต่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 132,946,210.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 96,316,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสาม ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายกฤษณะ ทายาทจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เกินกว่าสิทธิที่มี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 006/2537 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำนวนเงิน 96,316,800 บาท สัญญาจะใช้เงินในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกตั๋ว และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้อาวัล มาขายลดให้แก่โจทก์ ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาโจทก์สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครั้นวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ชั่วคราว และในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์เป็นการถาวร ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นวันที่ 31 สิงหาคม 2541 บริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับคืนมาให้โจทก์ เนื่องจากโจทก์ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทนั้นแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 บัญญัติว่า "อันว่าผู้ทรงนั้นหมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง โดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง..." ดังนั้น เมื่อโจทก์มีตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไว้ในครอบครองเนื่องจากบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับคืนมาให้โจทก์เพราะโจทก์ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทนั้นแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะรับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินมาจากบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทดังกล่าวหลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ แต่ได้ความจากนายอำพล ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า เดิมโจทก์เคยมีกรรมการประมาณ 15 คน หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแต่งตั้งร้อยเอกชาญชัย เป็นประธานกรรมการของโจทก์ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือรับรอง ที่ปรากฏรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการของโจทก์เหลือเพียง 5 คน โดยระบุว่ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการกรรมการ อำนาจกรรมการ และข้อจำกัดอำนาจกรรมการซึ่งเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และหลังจากนั้นองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินยังเคยมีหนังสือแจ้งไปยังประธานกรรมการโจทก์ให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยย้อนหลังแก่ลูกหนี้ของโจทก์ การดำเนินกิจการของโจทก์หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงถือเป็นการเข้าดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามอำนาจที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ดังนั้น การดำเนินกิจการของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงหาเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงการคลังไม่ ประกอบกับคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับแก่โจทก์โดยเฉพาะ มิได้ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป การดำเนินการดังกล่าวนั้นย่อมเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกระทรวงการคลังที่จะต้องว่ากล่าวกัน หาได้กระทบกระเทือนต่อฐานะความเป็นคู่สัญญาผู้ขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 1 และฐานะความเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหาทำให้สัญญาขายลดตั๋วเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกตั๋วระงับหรือสิ้นสุดไปด้วยไม่ ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่า การโอนตั๋วสัญญาใช้เงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด นี้เป็นการโอนซึ่งมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล เท่ากับการใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นไปโดยสุจริต แม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด แต่ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนเพื่อดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงการคลังตาม และตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วเงิน และจำเลยที่ 2 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 96,316,800 บาท ดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ซึ่งมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่โจทก์ประกาศกำหนดนับแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โดยโจทก์นำสืบอ้างส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม และส่วนลดสูงสุดและอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีของโจทก์ และหนังสือขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นพยาน แสดงให้เห็นว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาขายลดตั๋วเงินนี้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ได้ ซึ่งไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์ประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เขียนข้อความกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยไว้ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968 (2) ประกอบมาตรา 985 บัญญัติให้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา แต่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่10 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ (วรงค์พร จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายนภาศักดิ์ เล้าภากรณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1887/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ10700/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ11377/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572012
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายนภาศักดิ์ เล้าภากรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปกรณ์ วงศาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978284"
    }
}
date
2557
deka_no
3488/2557
deka_running_no
3488
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "วรงค์พร จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224",
            "ม. 916",
            "ม. 968 (2)",
            "ม. 986"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แปซิฟิคไฟแนนช์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าดำเนินคดีแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายชัยชนะ แดงมีเชาวน์ โดยนายกฤษณะ แดงมีเชาวน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 132,946,210.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 96,316,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสาม ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายกฤษณะ ทายาทจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เกินกว่าสิทธิที่มี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 006/2537 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำนวนเงิน 96,316,800 บาท สัญญาจะใช้เงินในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกตั๋ว และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้อาวัล มาขายลดให้แก่โจทก์ ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาโจทก์สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครั้นวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ชั่วคราว และในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์เป็นการถาวร ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นวันที่ 31 สิงหาคม 2541 บริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับคืนมาให้โจทก์ เนื่องจากโจทก์ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทนั้นแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 บัญญัติว่า "อันว่าผู้ทรงนั้นหมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง โดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง..." ดังนั้น เมื่อโจทก์มีตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไว้ในครอบครองเนื่องจากบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับคืนมาให้โจทก์เพราะโจทก์ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่บริษัทนั้นแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะรับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินมาจากบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทดังกล่าวหลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ แต่ได้ความจากนายอำพล ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า เดิมโจทก์เคยมีกรรมการประมาณ 15 คน หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแต่งตั้งร้อยเอกชาญชัย เป็นประธานกรรมการของโจทก์ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือรับรอง ที่ปรากฏรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการของโจทก์เหลือเพียง 5 คน โดยระบุว่ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการกรรมการ อำนาจกรรมการ และข้อจำกัดอำนาจกรรมการซึ่งเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และหลังจากนั้นองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินยังเคยมีหนังสือแจ้งไปยังประธานกรรมการโจทก์ให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยย้อนหลังแก่ลูกหนี้ของโจทก์ การดำเนินกิจการของโจทก์หลังจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงถือเป็นการเข้าดำเนินกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามอำนาจที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ดังนั้น การดำเนินกิจการของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงหาเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงการคลังไม่ ประกอบกับคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับแก่โจทก์โดยเฉพาะ มิได้ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป การดำเนินการดังกล่าวนั้นย่อมเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกระทรวงการคลังที่จะต้องว่ากล่าวกัน หาได้กระทบกระเทือนต่อฐานะความเป็นคู่สัญญาผู้ขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 1 และฐานะความเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหาทำให้สัญญาขายลดตั๋วเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกตั๋วระงับหรือสิ้นสุดไปด้วยไม่ ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่า การโอนตั๋วสัญญาใช้เงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเอเชี่ยน แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด นี้เป็นการโอนซึ่งมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล เท่ากับการใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นไปโดยสุจริต แม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด แต่ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนเพื่อดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงการคลังตาม และตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วเงิน และจำเลยที่ 2 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 96,316,800 บาท ดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ซึ่งมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่โจทก์ประกาศกำหนดนับแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โดยโจทก์นำสืบอ้างส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม และส่วนลดสูงสุดและอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีของโจทก์ และหนังสือขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นพยาน แสดงให้เห็นว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาขายลดตั๋วเงินนี้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ได้ ซึ่งไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์ประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เขียนข้อความกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยไว้ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968 (2) ประกอบมาตรา 985 บัญญัติให้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา แต่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 96,316,800 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่10 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ10700/2542
primary_red_case_no
พ11377/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000343.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1887/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557