ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1311 - 1312/2557
นางสาวแง่เล (ไม่มีนามสกุล) กับพวก
โจทก์
บริษัทเอ็กซ์ปอร์ตการ์เมนท์ จำกัด
จำเลย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 236
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, มาตรา 124 วรรคหนึ่ง, มาตรา 124 วรรคสอง, มาตรา 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 16, มาตรา 20
กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง โดยยื่นฟ้องคดีต่อศาลหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แต่เมื่อเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิ 2 ทาง พร้อมกันได้
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แต่พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งภายในระยะเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วในวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 6 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเช่นเดียวกับที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2548 พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องโดยไม่ได้มีคำสั่ง เป็นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานยังไม่มีคำสั่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง การที่พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นพนักงานตรวจแรงงานยกเลิกไปทั้งหมด โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจึงไม่เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับเรียกร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง
ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องศาลแรงงานภาค 6 เปิดทำการแล้วแต่ยังไม่มีผู้พิพากษาสมทบ ศาลแรงงานภาค 6 จึงโอนคดีไปยังศาลแรงงานกลาง หลังจากศาลแรงงานกลางเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษาปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 6 มีผู้พิพากษาสมทบพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้ว ศาลแรงงานภาค 6 จึงขอให้ศาลแรงงานกลางโอนคดีกลับมาพิจารณาพิพากษา เมื่อโอนคดีกลับมาแล้วผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางย่อมหมดอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แม้รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540) มาตรา 236 บัญญัติว่าผู้พิพากษาซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ แต่มีข้อยกเว้นในกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการที่ ช. และ ร. ผู้พิพากษาสมทบของศาลแรงงานภาค 6 ไม่เคยนั่งพิจารณาคดีนี้ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 16 ย่อมมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบอื่นเข้าปฏิบัติการแทนได้ตามมาตรา 20 ช. และ ร. ผู้พิพากษาสมทบองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้ ส่วน น. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งนั่งพิจารณาคดีมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นก็ได้รับคำสั่งให้ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแห่นงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานกลางอีกตำแหน่งหนึ่งก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี น. จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็น 189,554 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 186,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกคนละ 20,000 บาท
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก
โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป โจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2544 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก (แม่สอด) ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค 6 ขอให้บังคับจำเลยจ่าย เงินเช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง หากเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการไม่อาจใช้สิทธิควบคู่ไปด้วยกันได้ แม้ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2548 พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องศาลแรงงานภาค 6 ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องในส่วนที่เรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 6 เพื่อเรียกร้องค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า พนักงานตรวจแรงงานมิได้สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง กำหนด โจทก์ทั้งสองนำคดีขึ้นสู่ศาลภายหลังระยะเวลาที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสอบสวนและมีคำสั่งโดยชอบแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง คือยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วหากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งเท่านั้น หากเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และพนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องวันที่ 1 มิถุนายน 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 6 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 แม้คำฟ้องที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยจะมีคำขอเพื่อบังคับให้จำเลยต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองเช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยังอยู่ในระหว่างพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้อง ก็ตาม แต่ปรากฏว่าพนักงานตรวจแรงงานมิได้มีคำสั่งภายในระยะเวลาตามมาตรา 124 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และขณะโจทก์ยื่นฟ้องก็พ้นกำหนดตามมาตราดังกล่าวแล้ว อีกทั้งต่อมาพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งยุติเรื่องโดยมิได้มีคำสั่ง จึงเป็นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานยังไม่มีคำสั่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และจากการที่พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่อง จึงทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นพนักงานตรวจแรงงานยกเลิกไปทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจึงไม่เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับการใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยต่อศาลแรงงานภาค 6 ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลแรงงานภาค 6 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าชดเชย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 ว่าผู้พิพากษาองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 มีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าผู้พิพากษาองค์คณะที่ร่วมวินิจฉัยคดีนี้มิได้นั่งร่วมพิจารณามาแต่ต้น ไม่สามารถทำคำพิพากษาหรือวินิจฉัยได้ คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 6 จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540) มาตรา 236 เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) มาตรา 236 บัญญัติว่า การนั่งพิจารณาคดีของศาลต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะ และผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นคือเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ศาลแรงงานภาค 6 เปิดทำการแล้ว แต่ยังไม่มีผู้พิพากษาสมทบ ศาลแรงงานภาค 6 จึงโอนคดีไปยังศาลแรงงานกลาง หลังจากศาลแรงงานกลางเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา ปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 6 มีผู้พิพากษาสมทบพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้ว ศาลแรงงานภาค 6 จึงขอให้ศาลแรงงานกลางโอนคดีกลับมาให้ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาพิพากษา เมื่อมีการโอนคดีกลับมาแล้วผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานกลางย่อมหมดอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว ดังนั้นแม้นายชัยยศ เจียงทองเลื่อน และนางสาวรุ่งฤดี ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งทำ คำพิพากษาจะไม่เคยนั่งพิจารณาคดีนี้ แต่ก็ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ย่อมมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบอื่นเข้าปฏิบัติการแทนได้ตามมาตรา 20 นายชัยยศและนางสาวรุ่งฤดีผู้พิพากษาสมทบองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้ ส่วนนายนพเรศ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งนั่งพิจารณาคดีมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นก็ได้รับคำสั่งให้ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแห่นงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานกลางอีกตำแหน่งหนึ่งตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2548 ก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี นายนพเรศ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 6 ในส่วนค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย ให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ไห้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6
(ปัญญา สุทธิบดี-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์)
ศาลแรงงานภาค 6 - นายนพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
แรงงาน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1527/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ143/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ143/2548
หมายเหตุ