คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10974/2557 ฉบับเต็ม

#572036
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10974/2557 นายเฉลิม สุขานันท์ กับพวก โจทก์ นายบุญฉัตร สุขานันท์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ป.อ. มาตรา 264, มาตรา 268, มาตรา 269 ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มีการกรอกข้อความขึ้นทั้งฉบับ โดย ท. ไม่ได้ยินยอมด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับด้วยวิธีการใดหรือปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยหลอกลวงให้ ท. ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของ ท. ขึ้นทั้งฉบับ ไม่มีทางที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจฟ้องเป็นสองนัยอันจะพึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงไม่ขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำความผิด จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268, 269 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงให้ลงโทษฐานปลอมเอกสาร แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นได้ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มีการกรอกข้อความขึ้นทั้งฉบับโดยนางสาวทองหล่อไม่ได้ยินยอมด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับด้วยวิธีการใดหรือปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยหลอกลวงให้นางสาวทองหล่อลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทองหล่อขึ้นทั้งฉบับ ไม่มีทางที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจฟ้องเป็นสองนัยอันจะพึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงไม่ขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำความผิด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมจึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (อดิเทพ ถิระวัฒน์-พิศล พิรุณ-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม - นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1373/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ633/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1599/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572036
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม",
        "judge": "นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976459"
    }
}
date
2557
deka_no
10974/2557
deka_running_no
10974
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์",
    "พิศล พิรุณ",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 268",
            "ม. 269"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเฉลิม สุขานันท์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญฉัตร สุขานันท์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268, 269

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงให้ลงโทษฐานปลอมเอกสาร แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นได้ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มีการกรอกข้อความขึ้นทั้งฉบับโดยนางสาวทองหล่อไม่ได้ยินยอมด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับด้วยวิธีการใดหรือปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยหลอกลวงให้นางสาวทองหล่อลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทองหล่อขึ้นทั้งฉบับ ไม่มีทางที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจฟ้องเป็นสองนัยอันจะพึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงไม่ขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำความผิด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมจึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ633/2553
primary_red_case_no
อ1599/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000327.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1373/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557