คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557 ฉบับเต็ม

#572050
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ พลทหารโสภณหรือแอ็ด วรรณวงศ์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, มาตรา 19 วรรคหนึ่ง คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กล่าวคือไม่ขออนุญาตศาลฎีกาให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำเลยที่ 2 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด ซึ่งยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดแรก และ 400 เม็ดหลัง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคราวเดียวกันเพียงแต่เมทแอมเฟตามีนแยกกันเก็บเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีแรกไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหลังนี้อีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อีกจึงเป็นการไม่ชอบ อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ถูกจับในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แต่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่พนักงานผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องด้วยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยแต่อย่างใด คดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 (อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ทวีศักดิ์ ทองภักดี-เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายฉันทพัฒน์ อุไรกุล ศาลอุทธรณ์ - นายวิชาญ กาญจนะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4026/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ484/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ646/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572050
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายฉันทพัฒน์ อุไรกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิชาญ กาญจนะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974612"
    }
}
date
2557
deka_no
17401/2557
deka_running_no
17401
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ทวีศักดิ์ ทองภักดี",
    "เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 18 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พลทหารโสภณหรือแอ็ด วรรณวงศ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำเลยที่ 2 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด ซึ่งยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดแรก และ 400 เม็ดหลัง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคราวเดียวกันเพียงแต่เมทแอมเฟตามีนแยกกันเก็บเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีแรกไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหลังนี้อีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อีกจึงเป็นการไม่ชอบ อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ถูกจับในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แต่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่พนักงานผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องด้วยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยแต่อย่างใด คดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ484/2552
primary_red_case_no
อ646/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000311.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4026/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557