คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557 ฉบับเต็ม

#572057
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557 นายนาน ประเสริฐชาติ กับพวก โจทก์ นายเลื่อน ประเสริฐชาติ โดยนางสมฤทัย ยะลา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 177, มาตรา 248, มาตรา 249 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยมาแสดงประกอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แล้วอ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้และตามคำให้การที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูก ต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อข้อต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และมาตรา 177 ดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อกฎหมายที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัยอันมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีในส่วนของโจทก์แต่ละคนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิชอบ และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้ ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ไร่ 2 งาน และให้จำเลยที่ 2 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 2 ไร่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากโฉนดที่ดินสูญหาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนให้ใหม่ และหากตกลงกันไม่ได้ ให้นำที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งปันกันตามส่วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองให้การไม่ชัดแจ้งไม่มีประเด็นที่จะสืบ ให้สืบ พยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในหกส่วนแต่ไม่เกินคนละ 1 ไร่ 2 งาน และให้จำเลยที่ 2 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในหกส่วนแต่ไม่เกินคนละ 2 ไร่ ตามขอ โดยการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อ 2.1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายแย้มกับนางก๋วง มีบุตร 6 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายมี นายลาย นายพันธ์ และโจทก์ที่ 1 แต่นายพันธ์ นายลาย และนายมีถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของบุคคลดังกล่าวตามลำดับ เดิมนายแย้มและนางก๋วงครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า มีคลองส่งน้ำผ่านกลาง ตั้งอยู่ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ (อำเภอกันทรลักษณ์ เดิม) จังหวัดศรีสะเกษ ภายหลังนายแย้มถึงแก่ความตาย ทางราชการประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินยื่นขอออกเอกสารสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงขอออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกของคลองส่งน้ำเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ในนามจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกของคลองส่งน้ำ เนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน ในนามจำเลยที่ 2 ครั้นปี 2532 นางก๋วงถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองร้องขอเปลี่ยนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดิน โดยที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกของคลองส่งน้ำ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 มีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกของคลองส่งน้ำ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 มีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ทั้งสี่อ้างว่า โจทก์ที่ 1 กับนายพันธ์ นายลาย และนายมี ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา และมอบให้จำเลยทั้งสองขอออกเอกสารสิทธิ และลงชื่อถือสิทธิครอบครองและถือกรรมสิทธิ์แทนพี่น้องทุกคน พร้อมกับเรียกให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัดส่วน แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยมาแสดงประกอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แล้วอ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้และตามคำให้การที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูก ต้องเป็นอย่างไร อันนับเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ประกอบกับข้อต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และมาตรา 177 แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัย ทั้งเป็นการเถียงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยุติเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองอ้าง อันมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีในส่วนของโจทก์แต่ละคนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิชอบ และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา-บุญมี ฐิตะศิริ-จตุรงค์ นาสมใจ) ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ - นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวรณัฏฐ์ สังข์ใหม่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1238/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ740/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ159/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572057
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกันทรลักษ์",
        "judge": "นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายวรณัฏฐ์ สังข์ใหม่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978293"
    }
}
date
2557
deka_no
3231/2557
deka_running_no
3231
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา",
    "บุญมี ฐิตะศิริ",
    "จตุรงค์ นาสมใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 177",
            "ม. 248",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนาน ประเสริฐชาติ กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายเลื่อน ประเสริฐชาติ โดยนางสมฤทัย ยะลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ไร่ 2 งาน และให้จำเลยที่ 2 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 2 ไร่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากโฉนดที่ดินสูญหาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนให้ใหม่ และหากตกลงกันไม่ได้ ให้นำที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งปันกันตามส่วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองให้การไม่ชัดแจ้งไม่มีประเด็นที่จะสืบ ให้สืบ พยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในหกส่วนแต่ไม่เกินคนละ 1 ไร่ 2 งาน และให้จำเลยที่ 2 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในหกส่วนแต่ไม่เกินคนละ 2 ไร่ ตามขอ โดยการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อ 2.1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายแย้มกับนางก๋วง มีบุตร 6 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายมี นายลาย นายพันธ์ และโจทก์ที่ 1 แต่นายพันธ์ นายลาย และนายมีถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของบุคคลดังกล่าวตามลำดับ เดิมนายแย้มและนางก๋วงครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า มีคลองส่งน้ำผ่านกลาง ตั้งอยู่ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ (อำเภอกันทรลักษณ์ เดิม) จังหวัดศรีสะเกษ ภายหลังนายแย้มถึงแก่ความตาย ทางราชการประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินยื่นขอออกเอกสารสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงขอออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกของคลองส่งน้ำเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ในนามจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกของคลองส่งน้ำ เนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน ในนามจำเลยที่ 2 ครั้นปี 2532 นางก๋วงถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองร้องขอเปลี่ยนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดิน โดยที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกของคลองส่งน้ำ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4920 มีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกของคลองส่งน้ำ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4915 มีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ทั้งสี่อ้างว่า โจทก์ที่ 1 กับนายพันธ์ นายลาย และนายมี ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา และมอบให้จำเลยทั้งสองขอออกเอกสารสิทธิ และลงชื่อถือสิทธิครอบครองและถือกรรมสิทธิ์แทนพี่น้องทุกคน พร้อมกับเรียกให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัดส่วน แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยมาแสดงประกอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แล้วอ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้และตามคำให้การที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูก ต้องเป็นอย่างไร อันนับเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ประกอบกับข้อต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงนอกคำให้การ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และมาตรา 177 แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัย ทั้งเป็นการเถียงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยุติเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองอ้าง อันมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีในส่วนของโจทก์แต่ละคนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิชอบ และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ740/2547
primary_red_case_no
พ159/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000343.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1238/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557