คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2557 ฉบับเต็ม

#572090
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2557 เด็กชายธีระพล วงศ์เหมรัตน์ โดยนางปราณี ป้อมประเสริฐ ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ นางสาลี่ หอมฟุ้ง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 170 คดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 187, 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยอื่นไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ความผิดในข้อหาโกงเจ้าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางปราณีเบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 1 หรือทนายความไม่ได้ถามค้านหรือนำพยานมาสืบโต้แย้งว่าคำเบิกความของนางปราณีไม่เป็นความจริง จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 รวมทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 5 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และต่อมาขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่แน่ชัดว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด เป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบเนื่องจากขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ยังไม่เกินสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาสืบพยานและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ฐานขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ด้วยการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าให้โอนคืนแก่โจทก์ไปจดทะเบียนจำนองก็ดี หรือจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น ย่อมอาจเป็นการทำให้ไร้ประโยชน์ หรือเอาไปเสีย หรือทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 1 รู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดได้ มิใช่เพียงแค่ดูทางกายภาพว่าที่ดินยังคงสภาพเป็นที่ดินอยู่ตามเดิมโดยมิได้พิจารณาจากผลของความเสียหายทางมูลค่าที่มีต่อทรัพย์สินหรือพิจารณาความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการติดตามเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นกลับคืนมาและแม้หากจะพบว่ามีการกระทำแล้ว ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ จึงจะครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามบทบัญญัติมาตรานี้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนหยิบยกความผิดในข้อหานี้ขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไปตามรูปคดี (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-ธีระพงศ์ จิระภาค-โสฬส สุวรรณเนตร์) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์ ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1086/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1425/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5259/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572090
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจรรยา จีระเรืองรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977929"
    }
}
date
2557
deka_no
4932/2557
deka_running_no
4932
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 170"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "เด็กชายธีระพล วงศ์เหมรัตน์ โดยนางปราณี"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ป้อมประเสริฐ ผู้แทนโดยชอบธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาลี่ หอมฟุ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 187, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยอื่นไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ความผิดในข้อหาโกงเจ้าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางปราณีเบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 1 หรือทนายความไม่ได้ถามค้านหรือนำพยานมาสืบโต้แย้งว่าคำเบิกความของนางปราณีไม่เป็นความจริง จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 รวมทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 5 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และต่อมาขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่แน่ชัดว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด เป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบเนื่องจากขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ยังไม่เกินสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาสืบพยานและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ฐานขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ด้วยการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าให้โอนคืนแก่โจทก์ไปจดทะเบียนจำนองก็ดี หรือจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น ย่อมอาจเป็นการทำให้ไร้ประโยชน์ หรือเอาไปเสีย หรือทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 1 รู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดได้ มิใช่เพียงแค่ดูทางกายภาพว่าที่ดินยังคงสภาพเป็นที่ดินอยู่ตามเดิมโดยมิได้พิจารณาจากผลของความเสียหายทางมูลค่าที่มีต่อทรัพย์สินหรือพิจารณาความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการติดตามเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นกลับคืนมาและแม้หากจะพบว่ามีการกระทำแล้ว ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ จึงจะครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามบทบัญญัติมาตรานี้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนหยิบยกความผิดในข้อหานี้ขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไปตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1425/2553
primary_red_case_no
อ5259/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000340.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1086/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557