คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2557 ฉบับเต็ม

#572091
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2557 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายกิตติพงษ์หรือโจ๊ก กุ๊ยเกร็ด จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ป.อ. มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (7), มาตรา 335, มาตรา 335 วรรคสอง, มาตรา 336 ทวิ จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาทไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 278, 284, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานเสร็จ จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 30,000 บาท และผู้เสียหายแถลงว่าไม่ติดใจเอาความกับจำเลยในข้อหากระทำอนาจารและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ขอถอนคำร้องทุกข์สองข้อหานี้ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะสองข้อหานั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายกับนายเอ็ม จำเลย นายกุ้ง และนายประสิทธิ์ไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์กันที่ร้านอาหาร ต.เต่า หลังจากนั้นนายเอ็มกับจำเลยและพวกชวนผู้เสียหายไปที่วัดไร่ขิง นายเอ็มชวนผู้เสียหายไปดูปลาในแม่น้ำ แล้วขอร่วมเพศกับผู้เสียหายโดยพากันไปร่วมเพศที่โรงเรียนวัดไร่ขิง เสร็จแล้วนายเอ็มขอให้ผู้เสียหายร่วมเพศกับจำเลยและพวก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ผู้เสียหายให้นายเอ็มขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่พัก ถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยกับพวกดักรออยู่ จำเลยกับพวกเข้ามากอดปล้ำและทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท ให้จำเลยกับพวกเพื่อไม่ให้จำเลยกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยกับพวกรับไว้แต่ยังจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายจนหมดสติ นายเอ็มห้ามจำเลยกับพวกไม่ให้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายฟื้นขึ้นได้ขอโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท คืน จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนเงินอีก 200 บาท ไม่ยอมคืนให้ ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า เมื่อผู้เสียหายขอคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท การที่จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท ให้ผู้เสียหาย ส่วนอีก 200 บาท ไม่คืนให้ เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาท ไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหายเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไป จากผลพลอยได้การที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินไว้ให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย (อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-วิจิตร วิสุชาติ-เปรมศักดิ์ ชื่นชวน) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายเชาวน์ ถวัลย์ธัญญา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1480/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1486/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3423/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572091
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายเชาวน์ ถวัลย์ธัญญา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977259"
    }
}
date
2557
deka_no
7088/2557
deka_running_no
7088
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "วิจิตร วิสุชาติ",
    "เปรมศักดิ์ ชื่นชวน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335 (1)",
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 335",
            "ม. 335 วรรคสอง",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกิตติพงษ์หรือโจ๊ก กุ๊ยเกร็ด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 278, 284, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ภายหลังสืบพยานเสร็จ จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 30,000 บาท และผู้เสียหายแถลงว่าไม่ติดใจเอาความกับจำเลยในข้อหากระทำอนาจารและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ขอถอนคำร้องทุกข์สองข้อหานี้ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะสองข้อหานั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายกับนายเอ็ม จำเลย นายกุ้ง และนายประสิทธิ์ไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์กันที่ร้านอาหาร ต.เต่า หลังจากนั้นนายเอ็มกับจำเลยและพวกชวนผู้เสียหายไปที่วัดไร่ขิง นายเอ็มชวนผู้เสียหายไปดูปลาในแม่น้ำ แล้วขอร่วมเพศกับผู้เสียหายโดยพากันไปร่วมเพศที่โรงเรียนวัดไร่ขิง เสร็จแล้วนายเอ็มขอให้ผู้เสียหายร่วมเพศกับจำเลยและพวก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ผู้เสียหายให้นายเอ็มขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่พัก ถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยกับพวกดักรออยู่ จำเลยกับพวกเข้ามากอดปล้ำและทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท ให้จำเลยกับพวกเพื่อไม่ให้จำเลยกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยกับพวกรับไว้แต่ยังจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายจนหมดสติ นายเอ็มห้ามจำเลยกับพวกไม่ให้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายฟื้นขึ้นได้ขอโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท คืน จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนเงินอีก 200 บาท ไม่ยอมคืนให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า เมื่อผู้เสียหายขอคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท การที่จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท ให้ผู้เสียหาย ส่วนอีก 200 บาท ไม่คืนให้ เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาท ไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหายเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไป จากผลพลอยได้การที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินไว้ให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1486/2555
primary_red_case_no
อ3423/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000334.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1480/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557