คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13349/2557 ฉบับเต็ม

#572277
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13349/2557 นางสาวนรินทร์พร เบญจวรรณ กับพวก โจทก์ นายสันติ เบญจวรรณ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 25 (4) การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองในที่ดินพิพาทที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกโดยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องเน้นให้เพิกถอนและให้โอนคืนตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของ ป. ผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของ ป. ซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับมีคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนายประชา และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 13 กันยายน 2554 กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสุพรรณบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ มีคำขอท้ายฟ้องเน้นตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของนายประชาผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้มีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของนายประชาซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พิศล พิรุณ-สมเกียรติ เจริญสวรรค์) ศาลแขวงสุพรรณบุรี - นายรุ่งวิทย์ วิภาถาวรพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิเชียร แสงเจริญถาวร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1854/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ83/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572277
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายรุ่งวิทย์ วิภาถาวรพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวิเชียร แสงเจริญถาวร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975884"
    }
}
date
2557
deka_no
13349/2557
deka_running_no
13349
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พิศล พิรุณ",
    "สมเกียรติ เจริญสวรรค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวนรินทร์พร เบญจวรรณ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสันติ เบญจวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับมีคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนายประชา และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 13 กันยายน 2554 กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสุพรรณบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ มีคำขอท้ายฟ้องเน้นตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของนายประชาผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้มีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของนายประชาซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ83/2557
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000322.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1854/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557