คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13675/2557 ฉบับเต็ม

#575214
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13675/2557 นางเยาวมาลย์ นารอง ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก ของนายดำรง นารอง โจทก์ นายสมศักดิ์ ดีสวัสดิ์ กับพวก จำเลย บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.วิ.อ. มาตรา 46, มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง, มาตรา 438 วรรคหนึ่ง, มาตรา 442 แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่ในกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังในคดีอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 864,753 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนำสินประภันกัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 314,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 7231 ชัยนาท และรถบรรทุกพ่วงคันหมายเลขทะเบียน 80 - 3389 ชัยนาท โดยเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพ และนำรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวติดเครื่องยนต์จอดทิ้งไว้ในช่องทางด่วน นายดำรง ผู้ตายขับรถเก๋งคันหมายเลขทะเบียน ข - 6046 ขอนแก่น ของโจทก์ชนท้ายรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีอาญาวินิจฉัยว่าความเสียหายคดีนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ตายที่ขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ถือว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงต้องมีส่วนรับผิดในความเสียหายส่วนหนึ่ง เช่นนี้หากถือเอาคำพิพากษาคดีอาญาเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว เมื่อผลคำพิพากษาในคดีอาญาฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ความรับผิดในส่วนแพ่งที่ผู้ตายต้องรับผิดย่อมตกเป็นพับไปโดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" แต่ในกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังในคดีอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่..." และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด..." และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่าและโจทก์ได้รับความเสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก่อขึ้นและความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความรับผิดในส่วนแพ่งมิได้ตกเป็นพับโดยผลของกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม แต่มิได้พิพากษาในเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมใหม่ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-วิวรรต นิ่มละมัย-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายพิทยา หมื่นแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวสันต์ ตรีสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1396/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1017/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ28/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575214
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายพิทยา หมื่นแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวสันต์ ตรีสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975770"
    }
}
date
2557
deka_no
13675/2557
deka_running_no
13675
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 47 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 438 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 442"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางเยาวมาลย์ นารอง ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายดำรง นารอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ ดีสวัสดิ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 864,753 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนำสินประภันกัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 314,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 7231 ชัยนาท และรถบรรทุกพ่วงคันหมายเลขทะเบียน 80 - 3389 ชัยนาท โดยเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพ และนำรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวติดเครื่องยนต์จอดทิ้งไว้ในช่องทางด่วน นายดำรง ผู้ตายขับรถเก๋งคันหมายเลขทะเบียน ข - 6046 ขอนแก่น ของโจทก์ชนท้ายรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีอาญาวินิจฉัยว่าความเสียหายคดีนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ตายที่ขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ถือว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงต้องมีส่วนรับผิดในความเสียหายส่วนหนึ่ง เช่นนี้หากถือเอาคำพิพากษาคดีอาญาเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว เมื่อผลคำพิพากษาในคดีอาญาฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ความรับผิดในส่วนแพ่งที่ผู้ตายต้องรับผิดย่อมตกเป็นพับไปโดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" แต่ในกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังในคดีอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่..." และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด..." และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่าและโจทก์ได้รับความเสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก่อขึ้นและความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความรับผิดในส่วนแพ่งมิได้ตกเป็นพับโดยผลของกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม แต่มิได้พิพากษาในเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมใหม่ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1017/2545
primary_red_case_no
พ28/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000321.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1396/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557