คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12686/2557 ฉบับเต็ม

#575215
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12686/2557 นายรัชวุฒิหรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศ กับพวก โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 448 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติเรื่องอายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด เช่น นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างเป็นต้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนสาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และกรณีนี้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เช่นว่านี้ มิใช่รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับได้ และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลปกครองเชียงใหม่ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ปรากฏตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 12/2554 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้นตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22905 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 402,050 บาท ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 402,050 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องอายุความละเมิดได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด" อายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด เช่น นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เป็นต้น แต่คดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และกรณีนี้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เช่นว่านี้ มิใช่รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คดีจึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับได้ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ซึ่งการนับอายุความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ก่อนจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับความเสียหายและยังไม่รู้ว่าผู้ใดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และต่อมามีการโอนคดีจากศาลปกครองเชียงใหม่มาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้จึงยังไม่ถึง 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มานัส เหลืองประเสริฐ-พิศล พิรุณ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) ศาลจังหวัดลำพูน - นายปกครอง เปรมดิษฐกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสมนึก พานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1490/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ190/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ603/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575215
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายปกครอง เปรมดิษฐกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสมนึก พานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976113"
    }
}
date
2557
deka_no
12686/2557
deka_running_no
12686
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "พิศล พิรุณ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 5 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายรัชวุฒิหรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลปกครองเชียงใหม่ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ปรากฏตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 12/2554 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้นตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22905 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 402,050 บาท

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 402,050 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องอายุความละเมิดได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด" อายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด เช่น นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เป็นต้น แต่คดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และกรณีนี้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เช่นว่านี้ มิใช่รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คดีจึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับได้ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ซึ่งการนับอายุความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ก่อนจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับความเสียหายและยังไม่รู้ว่าผู้ใดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และต่อมามีการโอนคดีจากศาลปกครองเชียงใหม่มาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้จึงยังไม่ถึง 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ190/2554
primary_red_case_no
พ603/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000324.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1490/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557