คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21379/2556 ฉบับเต็ม

#575245
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21379/2556 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ โจทก์ นายจักเพชรหรือใหญ่ จันทราหรือจันทา กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 290 แม้ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์และใช้ไม้ถูพื้นไล่ตามทำร้ายผู้ตายกับพวก จะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขับรถยนต์ไล่ชนทำร้ายผู้ตาย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการประทุษร้าย อันมิใช่สาระสำคัญแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดโดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้ายจนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4), 290 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายเป็นที่พอใจ เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้จักกับนางสาวสุพรรณษาหรือซันนี่ มาก่อนเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 เคยเป็นคู่รักของนางสาวสุพรรณษา เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นางสาวสุพรรณษา นางสาวเป้ นายสุริยนต์ และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปดื่มสุราที่สถานบันเทิงซีซ่าผับ ภายในโรงแรมบูรพา ตำบลในเมืองอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และพบจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ก่อน ครั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 26 ตุลาคม 2548 สถานบันเทิงซีซ่าผับปิดบริการนายสุริยนต์กับนางสาวสุพรรณษาเดินไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณใต้ถุนโรงแรมเพื่อขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในบริเวณใกล้เคียง และเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายใช้ขวดสุราตีทำร้ายนายสุริยนต์จนขวดสุราแตก นายสุริยนต์จึงขับรถจักรยานยนต์พานางสาวสุพรรณษานั่งซ้อนท้ายหลบหนี โดยแจ้งให้ผู้ตายซึ่งจอดรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณหน้าโรงแรม ทราบเหตุและชักชวนให้หลบหนีไปด้วยกัน ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน กง - 6353 พิษณุโลก ติดตามไป เมื่อนายสุริยนต์กับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ติดตามกันไปตามถนนคลองค้าพัฒนาตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นถนนกว้างประมาณ 6 เมตรแบ่งเป็น 2 ช่องเดินรถสวนทางกัน และมีรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บต - 9100 เพชรบูรณ์ ของนายสุนทร จอดอยู่บนผิวจราจรหน้าบ้านเลขที่ 45/3 หันหัวรถยนต์สวนทางกับทางเดินรถ ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ด้วยความเร็ว ได้ชนกับรถยนต์ของนายสุนทรบริเวณหน้ารถด้านขวาทำให้ผู้ตายลอยไปกระแทกกับกำแพงบ้านข้างเคียงบ้านพักของนายสุนทร จนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสกะโหลกศีรษะและกระดูกโหนกแก้มแตกและมีบาดแผลตามใบหน้าหลายแห่งต้องรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล 53 วัน และถึงแก่ความตายในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ตามผลการชันสูตรบาดแผลและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2549 จำเลยทั้งสามเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทกิตติพงษ์ พนักงานสอบสวนร่วมและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แต่ปฏิเสธความผิดในเหตุฉกรรจ์ว่ากระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขับรถยนต์ไล่ชนทำร้ายผู้ตาย แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการประทุษร้าย อันมิใช่สาระสำคัญแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดตั้งแต่โรงแรมบูรพาจนถึงสถานที่เกิดเหตุ โดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถจักรยานยนต์ของนายสุริยนต์ต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้าย จนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะของนายสุนทรที่จอดอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ตามเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สามารถเล็งเห็นผลได้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา-บุญมี ฐิตะศิริ-จตุรงค์ นาสมใจ) ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายปริญญา ปิ่นเพชร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.219/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ709/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ471/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575245
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์",
        "judge": "นายปริญญา ปิ่นเพชร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978969"
    }
}
date
2556
deka_no
21379/2556
deka_running_no
21379
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา",
    "บุญมี ฐิตะศิริ",
    "จตุรงค์ นาสมใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 290"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักเพชรหรือใหญ่ จันทราหรือจันทา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4), 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายเป็นที่พอใจ เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้จักกับนางสาวสุพรรณษาหรือซันนี่ มาก่อนเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 เคยเป็นคู่รักของนางสาวสุพรรณษา เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นางสาวสุพรรณษา นางสาวเป้ นายสุริยนต์ และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปดื่มสุราที่สถานบันเทิงซีซ่าผับ ภายในโรงแรมบูรพา ตำบลในเมืองอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และพบจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ก่อน ครั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 26 ตุลาคม 2548 สถานบันเทิงซีซ่าผับปิดบริการนายสุริยนต์กับนางสาวสุพรรณษาเดินไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณใต้ถุนโรงแรมเพื่อขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในบริเวณใกล้เคียง และเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายใช้ขวดสุราตีทำร้ายนายสุริยนต์จนขวดสุราแตก นายสุริยนต์จึงขับรถจักรยานยนต์พานางสาวสุพรรณษานั่งซ้อนท้ายหลบหนี โดยแจ้งให้ผู้ตายซึ่งจอดรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณหน้าโรงแรม ทราบเหตุและชักชวนให้หลบหนีไปด้วยกัน ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน กง - 6353 พิษณุโลก ติดตามไป เมื่อนายสุริยนต์กับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ติดตามกันไปตามถนนคลองค้าพัฒนาตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นถนนกว้างประมาณ 6 เมตรแบ่งเป็น 2 ช่องเดินรถสวนทางกัน และมีรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บต - 9100 เพชรบูรณ์ ของนายสุนทร จอดอยู่บนผิวจราจรหน้าบ้านเลขที่ 45/3 หันหัวรถยนต์สวนทางกับทางเดินรถ ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ด้วยความเร็ว ได้ชนกับรถยนต์ของนายสุนทรบริเวณหน้ารถด้านขวาทำให้ผู้ตายลอยไปกระแทกกับกำแพงบ้านข้างเคียงบ้านพักของนายสุนทร จนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสกะโหลกศีรษะและกระดูกโหนกแก้มแตกและมีบาดแผลตามใบหน้าหลายแห่งต้องรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล 53 วัน และถึงแก่ความตายในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ตามผลการชันสูตรบาดแผลและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2549 จำเลยทั้งสามเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทกิตติพงษ์ พนักงานสอบสวนร่วมและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แต่ปฏิเสธความผิดในเหตุฉกรรจ์ว่ากระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขับรถยนต์ไล่ชนทำร้ายผู้ตาย แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการประทุษร้าย อันมิใช่สาระสำคัญแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดตั้งแต่โรงแรมบูรพาจนถึงสถานที่เกิดเหตุ โดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถจักรยานยนต์ของนายสุริยนต์ต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้าย จนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะของนายสุนทรที่จอดอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ตามเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สามารถเล็งเห็นผลได้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ709/2549
primary_red_case_no
อ471/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000349.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.219/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556