คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14778/2557 ฉบับเต็ม

#575247
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14778/2557 พนักงานอัยการจังหวัดระนอง โจทก์ นายนิพนธ์หรือแป๊ะ แสงเครือ จำเลย พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23, มาตรา 126 การที่จำเลยนำรถยนต์ตู้โดยสารซึ่งจดทะเบียนในประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งไม่ใช่รถของบริษัทหรือรถที่ใช้ในกิจการของบริษัทที่ตนเป็นลูกจ้างบรรทุกคนต่างด้าวจำนวน 13 คน จากอำเภอเมืองสมุทรสาครไปส่งยังจังหวัดระนองและรับกลับมาส่งยังอำเภอเมืองสมุทรสาคร แม้คนต่างด้าวจะเป็นลูกค้าของบริษัทแต่ก็ต้องเสียค่าโดยสาร ถือได้ว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง แม้จำเลยจะได้รับเงินเดือนจากบริษัท แต่จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในการเดินทางแต่ละเที่ยวจำเลยจะได้รับค่าอาหาร 200 บาท และในชั้นจับกุมจำเลยรับว่าจำเลยรับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติยังจังหวัดระนอง และกำลังเดินทางกลับตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 1 ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เป็นผู้ขับรถยนต์พาคนต่างด้าวเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง จำนวน 13 คน ได้ค่าจ้างขับรถ ค่าน้ำมันและค่าก๊าซจำนวน 2,500 บาท ฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างในการขับรถดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยไม่ประจำทางแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23, 126 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 126 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยขับรถยนต์ตู้ซึ่งใช้ในกิจการของบริษัทเอ.ไอ.เค.อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ขนส่งคนต่างด้าวเพื่อพิสูจน์สัญชาติอันเป็นวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นการกระทำไปในทางการที่จ้างตามที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างโดยจำเลยมิได้เรียกเก็บค่าโดยสารเพื่อเป็นค่าตอบแทนส่วนตนโดยเฉพาะ แม้ว่าจำเลยได้รับเงินเดือนในตำแหน่งพนักงานขับรถจากบริษัทก็เป็นเพียงค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ ซึ่งถือว่าเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยเป็นพนักงานขับรถของบริษัทเอ.ไอ.เค. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่โจทก์ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวชั้นฎีกา ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่จำเลยนำรถยนต์ตู้โดยสารซึ่งจดทะเบียนในประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งไม่ใช่รถของบริษัทหรือรถที่ใช้ในกิจการของบริษัทที่ตนเป็นลูกจ้างบรรทุกคนต่างด้าวจำนวน 13 คน จากอำเภอเมืองสมุทรสาคร ไปส่งยังจังหวัดระนองและรับกลับมาส่งยังอำเภอเมืองสมุทรสาคร แม้คนต่างด้าวจะเป็นลูกค้าของบริษัท แต่ก็ต้องเสียค่าโดยสาร ถือได้ว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง แม้จำเลยจะได้รับเงินเดือนจากบริษัท แต่จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในการเดินทางแต่ละเที่ยว จำเลยจะได้รับค่าอาหาร 200 บาท และในชั้นจับกุม จำเลยรับว่าจำเลยรับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติยังจังหวัดระนอง และกำลังเดินทางกลับตามบันทึกการจับกุม ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เป็นผู้ขับรถยนต์พาคนต่างด้าวเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง จำนวน 13 คน ได้ค่าจ้างขับรถ ค่าน้ำมันและค่าก๊าซ จำนวน 2,500 บาท ฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างในการขับรถดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยไม่ประจำทางแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-ปริญญา ดีผดุง-นิพันธ์ ช่วยสกุล) ศาลจังหวัดระนอง - นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2774/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ407/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ262/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575247
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระนอง",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975439"
    }
}
date
2557
deka_no
14778/2557
deka_running_no
14778
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 126"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดระนอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิพนธ์หรือแป๊ะ แสงเครือ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23, 126

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 126 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยขับรถยนต์ตู้ซึ่งใช้ในกิจการของบริษัทเอ.ไอ.เค.อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ขนส่งคนต่างด้าวเพื่อพิสูจน์สัญชาติอันเป็นวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นการกระทำไปในทางการที่จ้างตามที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างโดยจำเลยมิได้เรียกเก็บค่าโดยสารเพื่อเป็นค่าตอบแทนส่วนตนโดยเฉพาะ แม้ว่าจำเลยได้รับเงินเดือนในตำแหน่งพนักงานขับรถจากบริษัทก็เป็นเพียงค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ ซึ่งถือว่าเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยเป็นพนักงานขับรถของบริษัทเอ.ไอ.เค. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่โจทก์ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวชั้นฎีกา ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่จำเลยนำรถยนต์ตู้โดยสารซึ่งจดทะเบียนในประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งไม่ใช่รถของบริษัทหรือรถที่ใช้ในกิจการของบริษัทที่ตนเป็นลูกจ้างบรรทุกคนต่างด้าวจำนวน 13 คน จากอำเภอเมืองสมุทรสาคร ไปส่งยังจังหวัดระนองและรับกลับมาส่งยังอำเภอเมืองสมุทรสาคร แม้คนต่างด้าวจะเป็นลูกค้าของบริษัท แต่ก็ต้องเสียค่าโดยสาร ถือได้ว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง แม้จำเลยจะได้รับเงินเดือนจากบริษัท แต่จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในการเดินทางแต่ละเที่ยว จำเลยจะได้รับค่าอาหาร 200 บาท และในชั้นจับกุม จำเลยรับว่าจำเลยรับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติยังจังหวัดระนอง และกำลังเดินทางกลับตามบันทึกการจับกุม ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เป็นผู้ขับรถยนต์พาคนต่างด้าวเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง จำนวน 13 คน ได้ค่าจ้างขับรถ ค่าน้ำมันและค่าก๊าซ จำนวน 2,500 บาท ฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างในการขับรถดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยไม่ประจำทางแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ407/2554
primary_red_case_no
อ262/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000318.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2774/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557