คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9861/2557 ฉบับเต็ม

#575252
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9861/2557 พนักงานอัยการจังหวัดพล โจทก์ พระอธิการบุญสวน ปิยสีโล หรือนายบุญสวน เสนผาบ จำเลย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 26 การเสพเมถุนของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยจึงเป็นอาบัติปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอได้นำคำวินิจฉัยไปอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.20 นาฬิกา แม้จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำวินิจฉัยโดยชอบแล้วซึ่งต้องสึกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 5, 15 ตรี, 20, 24, 26, 43 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 24, 26, 43 จำคุก 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพธิ์ทอง ตำบลคึมชาด อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 นางสำริตย์ ได้ร้องเรียนต่อคณะสงฆ์อำเภอหนองสองห้องว่านางสำริตย์และจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและจำเลยตกลงว่าจะรับเลี้ยงดูจึงขอให้คณะสงฆ์บอกให้สึกจากความเป็นพระภิกษุเพื่อมารับเลี้ยงดูตามที่ตกลงกัน เจ้าคณะอำเภอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ตามคำสั่งเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้อง เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 จำเลยและนางสำริตย์มาให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ นางสำริตย์ให้การว่า ที่ให้การไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 และวันที่ 26 เมษายน 2553 นั้น ให้การไปด้วยความโมโหไม่เป็นความจริงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดพระธรรมวินัยโดยเสพเมถุนถึงขึ้นอาบัติปฐมปาราชิกตามรายงานผลการสอบสวนอธิกรณ์ ในวันเดียวกันเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้องมีคำวินิจฉัยเห็นชอบด้วยกับคณะกรรมสอบสวนและมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิกต้องสึกให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัย แต่จำเลยไม่ยอมสึก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยสัจธรรม ความดีความงามของพุทธศาสนารวมทั้งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเพื่อทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง มิได้พิจารณาจากการกลับคำให้การของนางสำริตย์อันเป็นเท็จด้วยเจตนาช่วยเหลือจำเลยเพื่อระงับอธิกรณ์ โดยมีเหตุจูงใจให้จำเลยมาอยู่กินกับนางสำริตย์ฉันสามีภรรยา ดังนั้น จึงต้องยึดถือความจริงตามที่นางสำริตย์ให้การไว้แต่แรกในเรื่องจำเลยเสพเมถุนมารับฟังเป็นหลัก มิฉะนั้นจะถือได้ว่าการกลับคำให้การของนางสำริตย์เป็นการส่งเสริมให้จำเลยซึ่งเสพเมถุนดำรงอยู่ในพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นการผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การเสพเมถุนของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยจึงเป็นอาบัติปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอได้นำคำวินิจฉัยไปอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.20 นาฬิกา แม้จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำวินิจฉัยโดยชอบแล้วซึ่งต้องสึกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เมื่อจำเลยฝ่าฝืนจำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ประยูร ณ ระนอง-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลจังหวัดพล - นายกฤษณ์ โคตรทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4808/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ765/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1511/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575252
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายกฤษณ์ โคตรทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976684"
    }
}
date
2557
deka_no
9861/2557
deka_running_no
9861
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพล"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "พระอธิการบุญสวน ปิยสีโล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือนายบุญสวน เสนผาบ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 5, 15 ตรี, 20, 24, 26, 43

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 24, 26, 43 จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพธิ์ทอง ตำบลคึมชาด อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 นางสำริตย์ ได้ร้องเรียนต่อคณะสงฆ์อำเภอหนองสองห้องว่านางสำริตย์และจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและจำเลยตกลงว่าจะรับเลี้ยงดูจึงขอให้คณะสงฆ์บอกให้สึกจากความเป็นพระภิกษุเพื่อมารับเลี้ยงดูตามที่ตกลงกัน เจ้าคณะอำเภอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ตามคำสั่งเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้อง เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 จำเลยและนางสำริตย์มาให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ นางสำริตย์ให้การว่า ที่ให้การไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 และวันที่ 26 เมษายน 2553 นั้น ให้การไปด้วยความโมโหไม่เป็นความจริงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดพระธรรมวินัยโดยเสพเมถุนถึงขึ้นอาบัติปฐมปาราชิกตามรายงานผลการสอบสวนอธิกรณ์ ในวันเดียวกันเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้องมีคำวินิจฉัยเห็นชอบด้วยกับคณะกรรมสอบสวนและมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิกต้องสึกให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัย แต่จำเลยไม่ยอมสึก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยสัจธรรม ความดีความงามของพุทธศาสนารวมทั้งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเพื่อทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง มิได้พิจารณาจากการกลับคำให้การของนางสำริตย์อันเป็นเท็จด้วยเจตนาช่วยเหลือจำเลยเพื่อระงับอธิกรณ์ โดยมีเหตุจูงใจให้จำเลยมาอยู่กินกับนางสำริตย์ฉันสามีภรรยา ดังนั้น จึงต้องยึดถือความจริงตามที่นางสำริตย์ให้การไว้แต่แรกในเรื่องจำเลยเสพเมถุนมารับฟังเป็นหลัก มิฉะนั้นจะถือได้ว่าการกลับคำให้การของนางสำริตย์เป็นการส่งเสริมให้จำเลยซึ่งเสพเมถุนดำรงอยู่ในพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นการผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การเสพเมถุนของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยจึงเป็นอาบัติปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอได้นำคำวินิจฉัยไปอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.20 นาฬิกา แม้จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำวินิจฉัยโดยชอบแล้วซึ่งต้องสึกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เมื่อจำเลยฝ่าฝืนจำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ765/2554
primary_red_case_no
อ1511/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4808/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557