คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12146/2557 ฉบับเต็ม

#575655
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12146/2557 บริษัทบี แอนด์ บี บิสเนส คอนซัลแตนท์ กรุ๊ป จำกัด โจทก์ วัดอนงคารามวรวิหาร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 411 ศ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของ น. และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับ น. ไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่า ศ. สมรู้ร่วมคิดกับ น. ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดย ศ. ผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเอง ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็คจำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,532,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,426,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ทั้งนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2) ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาประการแรกว่า เงินที่โจทก์สั่งจ่ายตามเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 จำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินมัดจำตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบที่ดินและอาคารพาณิชย์แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเป็นยุติว่า นายนินนาไทถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 และถูกพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 นายนินนาไทไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินต่อไปและถือว่าขาดคุณสมบัติของการเป็นไวยาวัจกรด้วย นอกจากนี้นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้จัดการโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไทมีบุตรด้วยกัน 2 คน ข้อมูลเกี่ยวกับค่าเช่าที่นำมาคำนวณเพื่อเสนอขอเช่าจากจำเลยที่ 1 ก็ได้มาจากนายนินนาไทอันเป็นพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดโดยไม่สุจริต การที่พระเทพเวทีเจ้าอาวาสขณะนั้นทำหนังสือมอบอำนาจให้นายนินนาไทเป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่ากับโจทก์หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และนายนินนาไทขาดคุณสมบัติที่จะเป็นไวยาวัจกรต่อไป จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไท และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับนายนินนาไทไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่านางสาวศศิวิมลสมรู้ร่วมคิดกับนายนินนาไทซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดยนางสาวศศิวิมลผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเองถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็ค จำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินจำนวน 1,000,000 บาท ดังกล่าว เป็นมัดจำตามกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีจำนวน 1,000,000 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 1,532,950 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินจากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์) ศาลแพ่งธนบุรี - นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2744/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ920/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ270/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575655
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976231"
    }
}
date
2557
deka_no
12146/2557
deka_running_no
12146
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 411"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบี แอนด์ บี บิสเนส คอนซัลแตนท์ กรุ๊ป จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "วัดอนงคารามวรวิหาร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,532,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,426,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ทั้งนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2) ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาประการแรกว่า เงินที่โจทก์สั่งจ่ายตามเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 จำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินมัดจำตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบที่ดินและอาคารพาณิชย์แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเป็นยุติว่า นายนินนาไทถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 และถูกพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 นายนินนาไทไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินต่อไปและถือว่าขาดคุณสมบัติของการเป็นไวยาวัจกรด้วย นอกจากนี้นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้จัดการโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไทมีบุตรด้วยกัน 2 คน ข้อมูลเกี่ยวกับค่าเช่าที่นำมาคำนวณเพื่อเสนอขอเช่าจากจำเลยที่ 1 ก็ได้มาจากนายนินนาไทอันเป็นพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดโดยไม่สุจริต การที่พระเทพเวทีเจ้าอาวาสขณะนั้นทำหนังสือมอบอำนาจให้นายนินนาไทเป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่ากับโจทก์หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และนายนินนาไทขาดคุณสมบัติที่จะเป็นไวยาวัจกรต่อไป จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไท และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับนายนินนาไทไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่านางสาวศศิวิมลสมรู้ร่วมคิดกับนายนินนาไทซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดยนางสาวศศิวิมลผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเองถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็ค จำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินจำนวน 1,000,000 บาท ดังกล่าว เป็นมัดจำตามกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีจำนวน 1,000,000 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 1,532,950 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินจากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ920/2554
primary_red_case_no
พ270/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000325.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2744/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557