คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2557 ฉบับเต็ม

#575668
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2557 นางดารินทร์ กิติทีฆกุล โจทก์ บริษัทควอลิตี้ เวิร์ค ฟอร์ซ ซิสเต็ม จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 ป.วิ.พ. มาตรา 177, มาตรา 179, มาตรา 181 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนโจทก์จากการเป็นพนักงาน เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่าโจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "ให้รอไว้สอบโจทก์ในวันนัด" แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขคำให้การตามคำร้องดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าชดเชย 583,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,300 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 58,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 โจทก์และนายยิ่งพันธ์ สามีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น สามีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ยังเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับเงินเดือน เดือนละ 58,300 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวของนายยิ่งพันธ์เป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายยิ่งพันธ์กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 นายยิ่งพันธ์ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ กรรมการสองในสามคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากมีมติปลดโจทก์จากการเป็นกรรมการไม่ให้มีอำนาจจัดการแทนจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำการแทนบริษัท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นกรรมการบริษัทไม่อยู่ในฐานะลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายปี 2539 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมากลางปี 2548 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เลิกจ้างโจทก์และให้โจทก์พ้นจากการทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การว่า ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติโดยคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นข้างมากให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และยังคงจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติ โจทก์กลับละทิ้งหรือขาดงานเป็นเวลาเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกันโดยมิได้ลา จึงเห็นได้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นั้น ศาลแรงงานกลางสั่งว่า "ให้รอไว้สอบโจทก์ในวันนัด" แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขคำให้การตามคำร้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้เสียก่อนแล้วพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปดารณี ลัดพลี) ศาลแรงงานกลาง - นายสุขุม นามวิเศษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1314/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สป252/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สป297/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575668
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสุขุม นามวิเศษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977486"
    }
}
date
2557
deka_no
6506/2557
deka_running_no
6506
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 575"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177",
            "ม. 179",
            "ม. 181 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางดารินทร์ กิติทีฆกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทควอลิตี้ เวิร์ค ฟอร์ซ ซิสเต็ม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าชดเชย 583,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,300 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 58,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 โจทก์และนายยิ่งพันธ์ สามีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น สามีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ยังเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับเงินเดือน เดือนละ 58,300 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวของนายยิ่งพันธ์เป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายยิ่งพันธ์กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 นายยิ่งพันธ์ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ กรรมการสองในสามคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากมีมติปลดโจทก์จากการเป็นกรรมการไม่ให้มีอำนาจจัดการแทนจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำการแทนบริษัท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นกรรมการบริษัทไม่อยู่ในฐานะลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายปี 2539 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมากลางปี 2548 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เลิกจ้างโจทก์และให้โจทก์พ้นจากการทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การว่า ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติโดยคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นข้างมากให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และยังคงจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติ โจทก์กลับละทิ้งหรือขาดงานเป็นเวลาเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกันโดยมิได้ลา จึงเห็นได้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นั้น ศาลแรงงานกลางสั่งว่า "ให้รอไว้สอบโจทก์ในวันนัด" แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขคำให้การตามคำร้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้เสียก่อนแล้วพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
สป252/2553
primary_red_case_no
สป297/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000336.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1314/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557