คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2557 ฉบับเต็ม

#575698
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2557 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นางสาวพวงเพชร ขันธจำนงค์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 158 (5), มาตรา 173/1, มาตรา 228, มาตรา 229/1 ป.วิ.พ. มาตรา 120 พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 251, 252, 264, 265, 266, 268 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงหนึ่งกับมีความผิดฐานใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และริบ น.ส.3 ก. เลขที่1702 กับหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ที่ มค.017/2609 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายทองผ่าน สามีของจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2680/2538 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ขณะที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ปล่อยชั่วคราวนายทองผ่าน โดยใช้หลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1702 ตำบล (สำโรง) หนองแดง อำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา พร้อมหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายทองผ่านไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับนายทองผ่านและปรับจำเลยที่ 1 นายประกันเต็มตามสัญญา ภายหลังต่อมานายทองผ่านเข้ามอบตัว ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายทองผ่านคดีถึงที่สุดไปแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายประกันไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม นำที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาด ดาบตำรวจศุภวงศ์ เป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามสาขานาเชือก แล้วพบว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มีข้อความไม่ตรงกับคู่ฉบับของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกและสำนักงานที่ดินดังกล่าวไม่เคยออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนี้ และข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงยังฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกทำปลอม น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ในส่วนตำแหน่งที่ดินจาก "ตำบลสำโรง" เป็น "ตำบล (สำโรง) หนองแดง" ในส่วนจำนวนเนื้อที่จาก "1 ไร่ 49 ตารางวา" เป็น "12 ไร่ 49 ตารางวา" และในส่วนของสารบัญจดทะเบียนด้านหลัง น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 จากที่ไม่มีรายการจดทะเบียนเป็นมีรายการจดทะเบียนระบุในรายการแรกมีใจความว่า "วันที่ 8 กันยายน 2540 นางสาวลำไพจดทะเบียนรับโอนมรดกมาจากนางดาว ผู้ให้สัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" และรายการสุดท้ายมีใจความว่า "วันที่ 5 มีนาคม 2541 นางสาวลำไพ ผู้ให้สัญญาโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับสัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" แล้วประทับตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในช่องพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม น.ส.3 ก. ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมีการทำปลอมขึ้นซึ่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกที่ มค.017/2609 ขึ้นทั้งฉบับพร้อมกับประทับรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในเอกสารฉบับนี้ด้วย ตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของศาลจังหวัดมหาสารคาม เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องถึงเอกสารในส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มาในฟ้องและมิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเอกสารในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้ยื่นบัญชีระบุอ้างเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานก็หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และริบของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธานิศ เกศวพิทักษ์-เมทินี ชโลธร-สุพจน์ กิตติรักษนนท์) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายกวีพจน์ สุรนิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4707/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2108/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ407/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575698
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นายกวีพจน์ สุรนิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายไชยผล สุรวงษ์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976927"
    }
}
date
2557
deka_no
8379/2557
deka_running_no
8379
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 173/1",
            "ม. 228",
            "ม. 229/1"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 120"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวพวงเพชร ขันธจำนงค์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 251, 252, 264, 265, 266, 268 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงหนึ่งกับมีความผิดฐานใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และริบ น.ส.3 ก. เลขที่1702 กับหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ที่ มค.017/2609 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายทองผ่าน สามีของจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2680/2538 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ขณะที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ปล่อยชั่วคราวนายทองผ่าน โดยใช้หลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1702 ตำบล (สำโรง) หนองแดง อำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา พร้อมหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายทองผ่านไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับนายทองผ่านและปรับจำเลยที่ 1 นายประกันเต็มตามสัญญา ภายหลังต่อมานายทองผ่านเข้ามอบตัว ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายทองผ่านคดีถึงที่สุดไปแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายประกันไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม นำที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาด ดาบตำรวจศุภวงศ์ เป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามสาขานาเชือก แล้วพบว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มีข้อความไม่ตรงกับคู่ฉบับของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกและสำนักงานที่ดินดังกล่าวไม่เคยออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนี้ และข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงยังฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกทำปลอม น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ในส่วนตำแหน่งที่ดินจาก "ตำบลสำโรง" เป็น "ตำบล (สำโรง) หนองแดง" ในส่วนจำนวนเนื้อที่จาก "1 ไร่ 49 ตารางวา" เป็น "12 ไร่ 49 ตารางวา" และในส่วนของสารบัญจดทะเบียนด้านหลัง น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 จากที่ไม่มีรายการจดทะเบียนเป็นมีรายการจดทะเบียนระบุในรายการแรกมีใจความว่า "วันที่ 8 กันยายน 2540 นางสาวลำไพจดทะเบียนรับโอนมรดกมาจากนางดาว ผู้ให้สัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" และรายการสุดท้ายมีใจความว่า "วันที่ 5 มีนาคม 2541 นางสาวลำไพ ผู้ให้สัญญาโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับสัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" แล้วประทับตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในช่องพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม น.ส.3 ก. ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมีการทำปลอมขึ้นซึ่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกที่ มค.017/2609 ขึ้นทั้งฉบับพร้อมกับประทับรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในเอกสารฉบับนี้ด้วย ตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของศาลจังหวัดมหาสารคาม เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องถึงเอกสารในส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มาในฟ้องและมิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเอกสารในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้ยื่นบัญชีระบุอ้างเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานก็หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และริบของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2108/2549
primary_red_case_no
อ407/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000331.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4707/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557