คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16490/2557 ฉบับเต็ม

#575700
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16490/2557 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์ บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด โจทก์ร่วม นายประสิทธิ์ ปิยะวี กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไป แล้วร่วมกันเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปขาย และเบียดบังยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 353, 353 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1053/3547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 353/3548 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/3548 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,356,313.34 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งกฎหมายบัญญัติโทษไว้เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 1,344 กรรม จำคุกกระทงละ 2 วัน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2,688 วัน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1,792 วัน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังคนละ 1,792 วัน แทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คดีนี้ศาลลงโทษกักขังจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ ยกคำขออื่น โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมพิษณุโลกธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีจำเลยที่ 1 นายพิชัยและนายวสันต์เป็นกรรมการ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อระหว่างวันที่ 6 เมษายน 3543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 3544 จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ได้เอาสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมออกไปจากโรงแรมนำไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดเพื่อเป็นวัตถุดิบทำอาหารขายแก่บุคคลทั่วไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปของโจทก์ร่วม ร่วมกันเอาทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์ร่วมรวมราคา 1,356,212.24 บาท ไปจำหน่ายขายที่คลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิด และจำเลยทั้งสองร่วมกันรับมอบเงินค่าขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วไม่ส่งมอบเงินแก่โจทก์ร่วม แต่กลับร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง อันเป็นการฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินค่าขายทรัพย์สิน แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดมีมูลค่า 1,356,212.24 บาท อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเนื่องจากโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคแรก ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องไม่ได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามมาตรา 193 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกปัญหาว่าทรัพย์ที่จำเลยยักยอกเป็นทรัพย์สิ่งใด ย่อมเป็นสาระสำคัญของความผิด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองยักยอกทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองขายทรัพย์สินแล้วได้เงินมา ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-แก้ว เวศอุไร) ศาลแขวงพิษณุโลก - นายนนท์ ทันตพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6156/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ354/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ456/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
575700
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพิษณุโลก",
        "judge": "นายนนท์ ทันตพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายพีรศักดิ์ ไวกาสี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974857"
    }
}
date
2557
deka_no
16490/2557
deka_running_no
16490
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "แก้ว เวศอุไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสิทธิ์ ปิยะวี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 353, 353 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1053/3547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 353/3548 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/3548 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,356,313.34 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งกฎหมายบัญญัติโทษไว้เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 1,344 กรรม จำคุกกระทงละ 2 วัน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2,688 วัน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1,792 วัน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังคนละ 1,792 วัน แทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คดีนี้ศาลลงโทษกักขังจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ ยกคำขออื่น

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมพิษณุโลกธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีจำเลยที่ 1 นายพิชัยและนายวสันต์เป็นกรรมการ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อระหว่างวันที่ 6 เมษายน 3543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 3544 จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ได้เอาสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมออกไปจากโรงแรมนำไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดเพื่อเป็นวัตถุดิบทำอาหารขายแก่บุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปของโจทก์ร่วม ร่วมกันเอาทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์ร่วมรวมราคา 1,356,212.24 บาท ไปจำหน่ายขายที่คลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิด และจำเลยทั้งสองร่วมกันรับมอบเงินค่าขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วไม่ส่งมอบเงินแก่โจทก์ร่วม แต่กลับร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง อันเป็นการฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินค่าขายทรัพย์สิน แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดมีมูลค่า 1,356,212.24 บาท อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเนื่องจากโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคแรก

ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องไม่ได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามมาตรา 193 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกปัญหาว่าทรัพย์ที่จำเลยยักยอกเป็นทรัพย์สิ่งใด ย่อมเป็นสาระสำคัญของความผิด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองยักยอกทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองขายทรัพย์สินแล้วได้เงินมา ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ354/2548
primary_red_case_no
อ456/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000313.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6156/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557