คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13083/2557 ฉบับเต็ม

#579646
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13083/2557 บริษัทพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิลักษณ์ไลฟ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 411 พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33, มาตรา 93 พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังกล่าวต่อไปนี้... (7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท" และมาตรา 93 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้า และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อน จึงขัดต่อบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 782,469.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 734,476.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 734,476.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 47,388.85 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ 25 คน และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขาย 5 คน โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยในปีแรกระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นเงิน 4,000,000 บาท โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 ล่วงหน้า 800,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวได้จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามส่วน สัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการให้โจทก์ได้รับเบี้ยประกันภัยเพียง 300,717 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ได้รับไปตามส่วนเป็นเงิน 734,476.90 บาท แล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (6) และ (7) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังกล่าวต่อไปนี้...(7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท" และมาตรา 93 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ได้จ่ายค่าตอบแทนหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วนั้น เมื่อได้พิเคราะห์รายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้ชัดเจนในหน้าที่ 3 ว่า โจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ล่วงหน้าจำนวน 800,000 บาท อีกทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาบริการดังกล่าวโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท เป็นค่าตอบแทนล่วงหน้าแล้ว จึงเห็นได้ว่าข้ออ้างของโจทก์ในฎีกาซึ่งขัดแย้งกับคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์เองจึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 มิใช่จ่ายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ดังนี้ การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้า และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อน จึงขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 ประกอบมาตรา 93 กรณีถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ จันทรา-ปดารณี ลัดพลี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล ศาลอุทธรณ์ - นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3886/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1703/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1130/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579646
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975995"
    }
}
date
2557
deka_no
13083/2557
deka_running_no
13083
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 411"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 33",
            "ม. 93"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิลักษณ์ไลฟ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 782,469.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 734,476.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 734,476.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 47,388.85 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ 25 คน และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขาย 5 คน โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยในปีแรกระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นเงิน 4,000,000 บาท โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 ล่วงหน้า 800,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวได้จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามส่วน สัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการให้โจทก์ได้รับเบี้ยประกันภัยเพียง 300,717 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ได้รับไปตามส่วนเป็นเงิน 734,476.90 บาท แล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (6) และ (7) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังกล่าวต่อไปนี้...(7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท" และมาตรา 93 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ได้จ่ายค่าตอบแทนหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วนั้น เมื่อได้พิเคราะห์รายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้ชัดเจนในหน้าที่ 3 ว่า โจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ล่วงหน้าจำนวน 800,000 บาท อีกทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาบริการดังกล่าวโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท เป็นค่าตอบแทนล่วงหน้าแล้ว จึงเห็นได้ว่าข้ออ้างของโจทก์ในฎีกาซึ่งขัดแย้งกับคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์เองจึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 มิใช่จ่ายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ดังนี้ การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้า และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อน จึงขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 ประกอบมาตรา 93 กรณีถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1703/2554
primary_red_case_no
พ1130/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000323.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3886/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557