คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2558 ฉบับเต็ม

#579676
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2558 พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นายสุกิจ ร่วมสุข กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 265 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคสี่ การลงลายมือชื่อปลอมของ ด. กับ ส. ผู้ซึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม ป.อ. มาตรา 157 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นอกเหนือจากการเป็นสาระสำคัญของการกระทำอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 265 ที่โจทก์ขอให้ลงอีกข้อหาหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมีข้อควรสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสี่ แต่การที่จำเลยทั้งสี่ทราบเรื่องที่มีการแก้ไขเพิ่มชื่อ ด. กับ ส. ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีการแก้ไขโดยไม่ทักท้วงหรือให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงคงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียดมิใช่ในข้อสาระสำคัญสำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 30, 79, 126 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสี่มีกำหนดห้าปี จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาถูกต้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตำแหน่งเป็นกรรมการ การเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนการเลือกตั้ง มีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร องค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย กระทรวงมหาดไทย และผู้อื่น โดยในวันดังกล่าวเป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ทางราชการได้ประกาศรายชื่อและเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีรายชื่อของนางทองดา กับนางสาวสมพิศ พร้อมเลขประจำตัวประชาชนอยู่ในบัญชีรายชื่อขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ด้วย ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมาแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการจะตรวจสอบความถูกต้องและลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อที่ปรากฏชื่อของตนก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมาตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศพร้อมลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลทั้งสองในบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย อันเป็นเอกสารราชการ โดยที่บุคคลทั้งสองไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ การลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศผู้ซึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจึงเป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นอกเหนือจากการเป็นสาระสำคัญของการกระทำอันเป็นองค์ประกอบในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษอีกข้อหาหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมี ข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสี่ แต่การที่จำเลยทั้งสี่ทราบเรื่องที่มีการแก้ไขเพิ่มชื่อนางทองดากับนางสาวสมพิศในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีการแก้ไข โดยไม่ทักท้วงหรือให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงคงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียด มิใช่ในข้อสาระสำคัญสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้อุทธรณ์เพราะเหตุดังกล่าว รวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยเป็นเหตุในลักษณะคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์) ศาลจังหวัดยโสธร - นายชัชชัย ชัยชาญ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนรินทร์ ตงศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5380/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ695/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2328/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579676
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยโสธร",
        "judge": "นายชัชชัย ชัยชาญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายนรินทร์ ตงศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081973070"
    }
}
date
2558
deka_no
2322/2558
deka_running_no
2322
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 265"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุกิจ ร่วมสุข กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 30, 79, 126 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสี่มีกำหนดห้าปี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาถูกต้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตำแหน่งเป็นกรรมการ

การเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนการเลือกตั้ง มีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร องค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย กระทรวงมหาดไทย และผู้อื่น โดยในวันดังกล่าวเป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ทางราชการได้ประกาศรายชื่อและเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีรายชื่อของนางทองดา กับนางสาวสมพิศ พร้อมเลขประจำตัวประชาชนอยู่ในบัญชีรายชื่อขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ด้วย ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมาแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการจะตรวจสอบความถูกต้องและลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อที่ปรากฏชื่อของตนก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมาตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศพร้อมลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลทั้งสองในบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย อันเป็นเอกสารราชการ โดยที่บุคคลทั้งสองไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ การลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศผู้ซึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจึงเป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นอกเหนือจากการเป็นสาระสำคัญของการกระทำอันเป็นองค์ประกอบในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษอีกข้อหาหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมี

ข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสี่ แต่การที่จำเลยทั้งสี่ทราบเรื่องที่มีการแก้ไขเพิ่มชื่อนางทองดากับนางสาวสมพิศในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีการแก้ไข โดยไม่ทักท้วงหรือให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่

ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงคงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียด มิใช่ในข้อสาระสำคัญสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้อุทธรณ์เพราะเหตุดังกล่าว รวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยเป็นเหตุในลักษณะคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ695/2552
primary_red_case_no
อ2328/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000298.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5380/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558