คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15561/2557 ฉบับเต็ม

#579685
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15561/2557 สมาคมมวยสากลสมัครเล่น แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โจทก์ พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 83, มาตรา 101 (6) พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 53, มาตรา 59 การกีฬาแห่งประเทศไทยเพิกถอนใบอนุญาตที่ให้โจทก์จัดตั้งเป็นสมาคมแต่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองและคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติ ทั้งการเลิกสมาคมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 101 (6) ที่บัญญัติให้สมาคมเลิกกันเมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมจากทะเบียน เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนได้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียน โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 83 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามจำเลยทั้งสองกับพวกและคณะบุคคลที่จัดประชุมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ใช้ชื่อว่า สมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และห้ามนำชื่อดังกล่าวไปจดทะเบียนและให้โจทก์มีสิทธิใช้ชื่อสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ตลอดไป เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลยทั้งสองกับพวกในวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ที่ให้จัดตั้งสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และลงมติเลือกจำเลยที่ 1 เป็นนายกสมาคม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายอีกวันละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะเลิกใช้ชื่อสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 แต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2496 และนายทะเบียนรับจดทะเบียนโจทก์เป็นสมาคมและได้ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่โจทก์แล้ว ตามใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมหรือองค์การ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 บัญญัติให้สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ส่วนที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกล่าวอ้างว่า เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์เป็นสมาคมตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 53 และมาตรา 59 แต่โจทก์ดำเนินการโดยฝ่าฝืนข้อบังคับของสมาคมและจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการกีฬาแห่งประเทศไทย จึงให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยโจทก์ต้องเลิกและหยุดดำเนินการทันที ตามหนังสือของการกีฬาแห่งประเทศไทย ข้อนี้ได้ความว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยและได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง เช่นนี้ เมื่อยังมีการโต้แย้งคำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมของโจทก์ดังกล่าวและข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติ ทั้งกรณีเลิกสมาคมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 101 (6) ที่บัญญัติให้สมาคมเลิกกันเมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมจากทะเบียน... เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนที่ได้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมของโจทก์ได้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแพ่ง - นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1281/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3656/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3784/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579685
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975215"
    }
}
date
2557
deka_no
15561/2557
deka_running_no
15561
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 101 (6)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 53",
            "ม. 59"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "สมาคมมวยสากลสมัครเล่น"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามจำเลยทั้งสองกับพวกและคณะบุคคลที่จัดประชุมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ใช้ชื่อว่า สมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และห้ามนำชื่อดังกล่าวไปจดทะเบียนและให้โจทก์มีสิทธิใช้ชื่อสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ตลอดไป เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลยทั้งสองกับพวกในวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ที่ให้จัดตั้งสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และลงมติเลือกจำเลยที่ 1 เป็นนายกสมาคม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายอีกวันละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะเลิกใช้ชื่อสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 แต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2496 และนายทะเบียนรับจดทะเบียนโจทก์เป็นสมาคมและได้ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่โจทก์แล้ว ตามใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมหรือองค์การ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 บัญญัติให้สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ส่วนที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกล่าวอ้างว่า เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์เป็นสมาคมตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 53 และมาตรา 59 แต่โจทก์ดำเนินการโดยฝ่าฝืนข้อบังคับของสมาคมและจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการกีฬาแห่งประเทศไทย จึงให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยโจทก์ต้องเลิกและหยุดดำเนินการทันที ตามหนังสือของการกีฬาแห่งประเทศไทย ข้อนี้ได้ความว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยและได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง เช่นนี้ เมื่อยังมีการโต้แย้งคำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมของโจทก์ดังกล่าวและข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติ ทั้งกรณีเลิกสมาคมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 101 (6) ที่บัญญัติให้สมาคมเลิกกันเมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมจากทะเบียน... เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนที่ได้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมของโจทก์ได้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3656/2554
primary_red_case_no
พ3784/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000316.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1281/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557