คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19706/2557 ฉบับเต็ม

#579688
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19706/2557 นางศิริกัญญา สุนทรสีมะ กับพวก โจทก์ นางหทัยจิต โกศลนาวิน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 334 วรรคสอง, มาตรา 339 เมื่อจำเลยและธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคาร ก. ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 339 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 นำเงินค่าเช่าไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง โดยอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับชำระค่าเช่า ครั้นวันที่ 7 เดือนดังกล่าว สำนักงานวางทรัพย์กลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มชื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางได้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียวไม่พร้อมกัน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางขอถอนเงินวางทรัพย์จำนวน 3,196,124.40 บาท เพราะเจ้าหนี้ทั้งสองรายไม่มาขอถอนเงินวางทรัพย์ จนระยะเวลาล่วงเลยไปกว่า 10 ปี แต่เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากไม่เห็นชอบด้วยคำสั่งให้อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 อธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้นัดพร้อมจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อพิสูจน์สิทธิว่าผู้ใดจะมีสิทธิรับเงินวางทรัพย์ ขอให้มีคำสั่งว่า คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิรับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า ประเด็นที่พิพาทในชั้นนี้เป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระค่าเช่าแก่จำเลย คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินวางทรัพย์ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ขอให้บังคับจำเลยแก้ไขสัญญาเช่าจาก 3 ปี เป็น 6 ปี ขอแก้ไขคู่สัญญาและจดทะเบียนสิทธิการเช่า การวางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางของโจทก์ที่ 1 ก็โดยเจตนาจะชำระค่าเช่าเพื่อให้เจ้าหนี้ที่แท้จริงรับไป เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนเงินจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและต่อมาอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินที่วางทรัพย์ คำสั่งของเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและอธิบดีกรมบังคับคดี จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิถอนเงินที่วางต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางคืนหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนความขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยพยานหลักฐานในสำนวนและเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 15 กันยายน 2546 ของโจทก์ที่ 1 เพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 วางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับค่าเช่า วันที่ 7 เดือนดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เพิ่มธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางไว้วันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียว เมื่อจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 339 คำสั่งเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้ยกคำร้องขอถอนเงินวางทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้นัดพร้อม จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาพิสูจน์สิทธิ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ณฤทธิ์ บุญปริอาทร-ประพาฬ อนมาน-อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์) ศาลแพ่ง - นางกาญจนา ฤทธิทิศ ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทร แสงรุ่งเรือง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2023/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ19216/2533 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3710/2536 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579688
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางกาญจนา ฤทธิทิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายยงยุทร แสงรุ่งเรือง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974124"
    }
}
date
2557
deka_no
19706/2557
deka_running_no
19706
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ณฤทธิ์ บุญปริอาทร",
    "ประพาฬ อนมาน",
    "อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 334 วรรคสอง",
            "ม. 339"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางศิริกัญญา สุนทรสีมะ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหทัยจิต โกศลนาวิน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 นำเงินค่าเช่าไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง โดยอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับชำระค่าเช่า ครั้นวันที่ 7 เดือนดังกล่าว สำนักงานวางทรัพย์กลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มชื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางได้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียวไม่พร้อมกัน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางขอถอนเงินวางทรัพย์จำนวน 3,196,124.40 บาท เพราะเจ้าหนี้ทั้งสองรายไม่มาขอถอนเงินวางทรัพย์ จนระยะเวลาล่วงเลยไปกว่า 10 ปี แต่เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากไม่เห็นชอบด้วยคำสั่งให้อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 อธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้นัดพร้อมจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อพิสูจน์สิทธิว่าผู้ใดจะมีสิทธิรับเงินวางทรัพย์ ขอให้มีคำสั่งว่า คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิรับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า ประเด็นที่พิพาทในชั้นนี้เป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระค่าเช่าแก่จำเลย คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินวางทรัพย์ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ขอให้บังคับจำเลยแก้ไขสัญญาเช่าจาก 3 ปี เป็น 6 ปี ขอแก้ไขคู่สัญญาและจดทะเบียนสิทธิการเช่า การวางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางของโจทก์ที่ 1 ก็โดยเจตนาจะชำระค่าเช่าเพื่อให้เจ้าหนี้ที่แท้จริงรับไป เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนเงินจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและต่อมาอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินที่วางทรัพย์ คำสั่งของเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและอธิบดีกรมบังคับคดี จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิถอนเงินที่วางต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางคืนหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนความขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยพยานหลักฐานในสำนวนและเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 15 กันยายน 2546 ของโจทก์ที่ 1 เพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 วางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับค่าเช่า วันที่ 7 เดือนดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เพิ่มธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางไว้วันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียว เมื่อจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 339 คำสั่งเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้ยกคำร้องขอถอนเงินวางทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้นัดพร้อม จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาพิสูจน์สิทธิ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ19216/2533
primary_red_case_no
พ3710/2536
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000307.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2023/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557