คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15349/2557 ฉบับเต็ม

#579697
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15349/2557 นางรุ่งจิตต์ ปริชาตปรีชา โจทก์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทมิตซู - อินเตอร์ จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 264, มาตรา 290 วรรคห้า พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นอายัดเงินค่าเช่าที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินค่าเช่าที่จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่จำต้องทำการยึดหรืออายัดอีก แต่ไม่ให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่เงินจำนวนดังกล่าวได้ทันที จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งไม่ชอบ ที่ถูกศาลชั้นต้นจะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามหนังสือขออายัดซึ่งมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง อย่างช้าสุดนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้รับหนังสืออายัด ทั้งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 บัญญัติว่า "คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" และตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อถือว่ามีการอายัดเงินค่าเช่านับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เจ้าหนี้อื่นมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ได้ภายในวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่ 18 สิงหาคม 2552 การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แม้คดีนี้ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์จะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับเอากับเงินดังกล่าว และศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต้องเสียไป ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้ง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2544 ขอให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยนำเงินค่าเช่า ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาวางศาลเป็นเงิน 19,200,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินเฉพาะค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท มาวางศาลนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2543 รวม 24 เดือน เป็นเงิน 1,440,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการอายัดและส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลตามหนังสือส่งเงินลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นรับเงินเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545 วันที่ 15 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 170482, 163341, 30174, 30175 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และออกไปจากอาคารเลขที่ 1312 หมู่ที่ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 600,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์หรือจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย สำหรับคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาที่ศาลได้สั่งไว้แล้วนั้น เนื่องจากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าจำนวนเงินที่ศาลได้มีคำสั่งให้จำเลยนำมาวางต่อศาล ดังนั้น จึงให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้ และหากมีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีในชั้นคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาแล้ว ให้ถือเป็นการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีที่ออกใหม่นั้นต่อไป วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี วันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่จำต้องยึดหรืออายัดอีก และเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด วันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับคดีเอากับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น วันที่ 18 สิงหาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.14700/2552 วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับเงิน โดยวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเก็บรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้ในคำพิพากษาว่า "...ให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้..." ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับแต่อย่างใดโจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีต่อไป โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ดังนั้น วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงเป็นอันสิ้นผลไปตามที่ศาลชั้นต้นได้กล่าวถึงไว้ในคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงิน จำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 แต่เหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้รับเงินไปก็เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นเงินที่จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่จำต้องทำการยึดหรืออายัดอีกและเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด..." ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่เงินจำนวนดังกล่าวได้ในทันที ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ที่ถูกต้องศาลชั้นต้นจะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามหนังสือขออายัดซึ่งมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง อย่างช้าสุดนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้รับหนังสืออายัด ทั้งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" และตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อถือว่าการอายัดเงิน 1,440,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เจ้าหนี้อื่นมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ได้ภายในวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่ 18 สิงหาคม 2552 การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แม้คดีนี้ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์จะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับเอากับเงินจำนวนดังกล่าวและศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมต้องเสียไป ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 ส่วนปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ และคำแก้ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จ่ายเงินจำนวน 1,440,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามคำแถลงขอรับเงินลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอดิศักดิ์ เทียนกริม ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ413/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สข71/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สข72/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579697
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอดิศักดิ์ เทียนกริม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจรรยา จีระเรืองรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975320"
    }
}
date
2557
deka_no
15349/2557
deka_running_no
15349
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 290 วรรคห้า"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 110 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางรุ่งจิตต์ ปริชาตปรีชา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทมิตซู - อินเตอร์ จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้ง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2544 ขอให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยนำเงินค่าเช่า ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาวางศาลเป็นเงิน 19,200,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินเฉพาะค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท มาวางศาลนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2543 รวม 24 เดือน เป็นเงิน 1,440,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการอายัดและส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลตามหนังสือส่งเงินลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นรับเงินเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545

วันที่ 15 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 170482, 163341, 30174, 30175 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และออกไปจากอาคารเลขที่ 1312 หมู่ที่ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 600,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์หรือจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย สำหรับคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาที่ศาลได้สั่งไว้แล้วนั้น เนื่องจากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าจำนวนเงินที่ศาลได้มีคำสั่งให้จำเลยนำมาวางต่อศาล ดังนั้น จึงให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้ และหากมีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีในชั้นคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาแล้ว ให้ถือเป็นการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีที่ออกใหม่นั้นต่อไป

วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่จำต้องยึดหรืออายัดอีก และเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

วันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับคดีเอากับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

วันที่ 18 สิงหาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.14700/2552

วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับเงิน โดยวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเก็บรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้ในคำพิพากษาว่า "...ให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้..." ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับแต่อย่างใดโจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีต่อไป โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ดังนั้น วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงเป็นอันสิ้นผลไปตามที่ศาลชั้นต้นได้กล่าวถึงไว้ในคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงิน จำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 แต่เหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้รับเงินไปก็เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นเงินที่จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่จำต้องทำการยึดหรืออายัดอีกและเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด..." ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่เงินจำนวนดังกล่าวได้ในทันที ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ที่ถูกต้องศาลชั้นต้นจะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามหนังสือขออายัดซึ่งมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง อย่างช้าสุดนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้รับหนังสืออายัด ทั้งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" และตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อถือว่าการอายัดเงิน 1,440,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เจ้าหนี้อื่นมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ได้ภายในวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่ 18 สิงหาคม 2552 การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แม้คดีนี้ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์จะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับเอากับเงินจำนวนดังกล่าวและศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมต้องเสียไป ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 ส่วนปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ และคำแก้ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จ่ายเงินจำนวน 1,440,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามคำแถลงขอรับเงินลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
สข71/2553
primary_red_case_no
สข72/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000317.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ413/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557