คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11419/2557 ฉบับเต็ม

#579984
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11419/2557 นางโฉมยง ประทีปอุษานนท์ โจทก์ บริษัทพงษ์เพชร์ จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 145 แม้การเช่าที่ดินพิพาทจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยผู้ให้เช่าตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏว่าในคดีเรื่องก่อนที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่เพราะโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น คดีถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้อีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้โจทก์ตลอดอายุการใช้งานสิ่งปลูกสร้างหรือไม่น้อยกว่า 30 ปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 22208 และ 96559 แขวงทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) เขตบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์เป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเช่าที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏในชั้นนี้ว่าในคดีเรื่องก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 959/2550 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าว ศาลฎีกาโดยคำสั่งศาลฎีกาที่ 14694/2555 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา เพราะฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้ต้องบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีนั้นที่พิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์) ศาลแพ่ง - นายวิทยา จันทร์ชื่น ศาลอุทธรณ์ - นายวรพจน์ วัชรางค์กุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.761/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2726/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2626/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
579984
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวิทยา จันทร์ชื่น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวรพจน์ วัชรางค์กุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976357"
    }
}
date
2557
deka_no
11419/2557
deka_running_no
11419
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางโฉมยง ประทีปอุษานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพงษ์เพชร์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้โจทก์ตลอดอายุการใช้งานสิ่งปลูกสร้างหรือไม่น้อยกว่า 30 ปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 22208 และ 96559 แขวงทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) เขตบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์เป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเช่าที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏในชั้นนี้ว่าในคดีเรื่องก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 959/2550 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าว ศาลฎีกาโดยคำสั่งศาลฎีกาที่ 14694/2555 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา เพราะฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้ต้องบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีนั้นที่พิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2726/2549
primary_red_case_no
พ2626/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000326.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.761/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557