คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16250/2557 ฉบับเต็ม

#580006
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16250/2557 พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส โจทก์ นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานพร้อมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และการให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวโดยมีข้อความใส่ความโจทก์ว่า โจทก์กับพวกคุกคามข่มขู่จำเลยกับพยาน เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกันต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แม้จำเลยจะจัดส่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไปให้บุคคล และคณะบุคคลต่างรายกันก็หาทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีก่อนต่อศาลแขวงดุสิตในเรื่องที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นอีก เมื่อคดีของศาลแขวงดุสิตที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาภายหลังศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือได้ว่าศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยยื่นหนังสือร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างกัน มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างแพร่หลาย ไม่ได้เป็นการกระทำในคราวเดียวกัน กรรมเดียวกัน ทั้งคดีของศาลแขวงดุสิตดังกล่าวคดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานพร้อมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ การให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวโดยมีข้อความใส่ความโจทก์ว่า โจทก์กับพวกคุกคามข่มขู่จำเลยกับพยาน จึงเป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวต่อเนื่องกัน ด้วยเจตนาเดียวกันคือ เพื่อยับยั้งไม่ให้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเนื่องมาจากจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาที่ศาลอาญาในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอต่อคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน แม้จำเลยจะจัดส่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไปให้บุคคลและคณะบุคคลต่างรายกันก็หาทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีก่อนต่อศาลแขวงดุสิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ในเรื่องจำเลยทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นอีก เมื่อคดีของศาลแขวงดุสิตที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ 19 มกราคม 2552 ภายหลังศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือได้ว่าศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พันวะสา บัวทอง-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-สมชาย พงษธา) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ ศาลอุทธรณ์ - นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4137/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1098/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ9/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
580006
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974968"
    }
}
date
2557
deka_no
16250/2557
deka_running_no
16250
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยยื่นหนังสือร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างกัน มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างแพร่หลาย ไม่ได้เป็นการกระทำในคราวเดียวกัน กรรมเดียวกัน ทั้งคดีของศาลแขวงดุสิตดังกล่าวคดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานพร้อมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ การให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวโดยมีข้อความใส่ความโจทก์ว่า โจทก์กับพวกคุกคามข่มขู่จำเลยกับพยาน จึงเป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวต่อเนื่องกัน ด้วยเจตนาเดียวกันคือ เพื่อยับยั้งไม่ให้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเนื่องมาจากจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาที่ศาลอาญาในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอต่อคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน แม้จำเลยจะจัดส่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไปให้บุคคลและคณะบุคคลต่างรายกันก็หาทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีก่อนต่อศาลแขวงดุสิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ในเรื่องจำเลยทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นอีก เมื่อคดีของศาลแขวงดุสิตที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ 19 มกราคม 2552 ภายหลังศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือได้ว่าศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1098/2550
primary_red_case_no
อ9/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000314.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4137/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557