คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13467/2557 ฉบับเต็ม

#580016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13467/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นายสาและ เจ๊ะปอ กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1), มาตรา 3 (7) ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานหนึ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงอุทธรณ์เถียงแต่เฉพาะว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีพฤติการณ์เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลย่อมมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 พร้อมดอกผลอันเกิดมีขึ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางเชาวนี และผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และ 51 ต่อไป ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว นางเชาวนี ไม่ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมโดยถูกจับกุมดำเนินคดีต่อศาล และไม่เข้าลักษณะความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำร้องของผู้ร้องมาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจค้าไม้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมลงทุนในประเทศมาเลเซีย การยึดและหรืออายัดของคณะกรรมการธุรกรรมไม่ชอบเพราะผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่คณะกรรมการธุรกรรมนำทรัพย์สินที่ยึดและหรืออายัดบางส่วนไปขายทอดตลาดโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบเป็นการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบ ขอให้ยกคำร้อง และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองและบุตรทั้งสี่ของผู้คัดค้านทั้งสองด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 21 รายการที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ตามบัญชีทรัพย์ พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวอันเกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการแรกของผู้คัดค้านทั้งสองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองถูกต้องชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นข้อสำคัญว่านอกจากนางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว นางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกยังมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งล้วนเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) สำหรับ ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งบุตรอีก 4 คนของผู้คัดค้านที่ 1 ถือได้ว่าต่างเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 21 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานหนึ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงอุทธรณ์เถียงแต่เฉพาะว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีพฤติการณ์เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลย่อมมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินอยู่นั่นเอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป จึงชอบแล้ว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา คงอุทธรณ์เถียงเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและการลักลอบหนีศุลกากร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 1 รับฟังได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงอยู่ในฐานะต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินตามคำร้อง แต่ตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อุทธรณ์เถียงในข้อดังกล่าวมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเถียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษและมิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ล้วนไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการอื่นที่เหลืออีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ (พินิจ สายสอาด-เกษม เกษมปัญญา-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลแพ่ง - นางศุทธดา วัฒนวิเชียร ศาลอุทธรณ์ - นายกานต์ วงศ์ศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ปค.11/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ฟ75/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ฟ20/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
580016
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางศุทธดา วัฒนวิเชียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายกานต์ วงศ์ศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975877"
    }
}
date
2557
deka_no
13467/2557
deka_running_no
13467
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ สายสอาด",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 3 (1)",
            "ม. 3 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายสาและ เจ๊ะปอ กับพวก"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 พร้อมดอกผลอันเกิดมีขึ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางเชาวนี และผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และ 51 ต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

นางเชาวนี ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมโดยถูกจับกุมดำเนินคดีต่อศาล และไม่เข้าลักษณะความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำร้องของผู้ร้องมาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจค้าไม้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมลงทุนในประเทศมาเลเซีย การยึดและหรืออายัดของคณะกรรมการธุรกรรมไม่ชอบเพราะผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่คณะกรรมการธุรกรรมนำทรัพย์สินที่ยึดและหรืออายัดบางส่วนไปขายทอดตลาดโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบเป็นการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบ ขอให้ยกคำร้อง และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองและบุตรทั้งสี่ของผู้คัดค้านทั้งสองด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 21 รายการที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ตามบัญชีทรัพย์ พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวอันเกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการแรกของผู้คัดค้านทั้งสองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองถูกต้องชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นข้อสำคัญว่านอกจากนางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว นางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกยังมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งล้วนเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) สำหรับ ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งบุตรอีก 4 คนของผู้คัดค้านที่ 1 ถือได้ว่าต่างเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 21 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานหนึ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงอุทธรณ์เถียงแต่เฉพาะว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีพฤติการณ์เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลย่อมมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินอยู่นั่นเอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป จึงชอบแล้ว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา คงอุทธรณ์เถียงเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและการลักลอบหนีศุลกากร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 1 รับฟังได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงอยู่ในฐานะต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินตามคำร้อง แต่ตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อุทธรณ์เถียงในข้อดังกล่าวมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเถียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษและมิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ล้วนไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการอื่นที่เหลืออีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ฟ75/2548
primary_red_case_no
ฟ20/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000322.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ปค.11/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557