คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14715/2557 ฉบับเต็ม

#580046
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14715/2557 พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายสมพงษ์ เพชรลูก กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 213, มาตรา 225, มาตรา 335 (7), มาตรา 335 (12), มาตรา 335 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจนหล่นลงมากองอยู่บนพื้นเป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันรวบรวมผลปาล์ม ผู้เสียหายก็มาพบเสียก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ายึดถือเอาผลปาล์มจำนวนนั้นไว้แล้วอันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้น และถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 334, 335 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างมีหน้าที่ดูแลสวนปาล์มน้ำมันให้ผู้เสียหาย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์เดินเข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุได้ยินเสียงผลปาล์มตกลงพื้นและมีเสียงคนคุยกันจึงแอบซุ่มดู เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายสงบกำลังตัดผลปาล์ม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นผู้เสียหายกับดาบตำรวจนิพนธ์ก็วิ่งหลบหนีไปทันที ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มหลุดออกจากต้นมาอยู่บนพื้นแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้แย่งการครอบครองจากเจ้าของทรัพย์ จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจนหล่นลงมากองอยู่บนพื้น เป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันได้รวบรวมผลปาล์ม ผู้เสียหายก็มาพบเสียก่อนเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ายึดถือเอาผลปาล์มจำนวนนั้นไว้แล้ว อันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้นและถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันในที่เกิดเหตุ ก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 แต่ก็เนื่องมาจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อได้ความจากผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปทันทีที่เห็นพยานโจทก์ทั้งสองและยังต่อสู้ขัดขวางไม่ยอมให้ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมตัวได้โดยง่าย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตัดผลปาล์มน้ำมันร่วมกับคนงานอื่น ๆ ที่รับจ้างอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 กลับนำสืบต่อสู้ในชั้นพิจารณาว่า เข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุเพื่อหาเห็ดและผักเพียงลำพัง พยานจำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันโดยผู้เสียหายมิได้ว่าจ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และ 83 จำคุกคนละ 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายเลื่องศักดิ์ คงเดช ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2144/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ350/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2679/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
580046
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายเลื่องศักดิ์ คงเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975441"
    }
}
date
2557
deka_no
14715/2557
deka_running_no
14715
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 213",
            "ม. 225",
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 335 (12)",
            "ม. 335 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพงษ์ เพชรลูก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 334, 335

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างมีหน้าที่ดูแลสวนปาล์มน้ำมันให้ผู้เสียหาย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์เดินเข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุได้ยินเสียงผลปาล์มตกลงพื้นและมีเสียงคนคุยกันจึงแอบซุ่มดู เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายสงบกำลังตัดผลปาล์ม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นผู้เสียหายกับดาบตำรวจนิพนธ์ก็วิ่งหลบหนีไปทันที ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มหลุดออกจากต้นมาอยู่บนพื้นแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้แย่งการครอบครองจากเจ้าของทรัพย์ จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจนหล่นลงมากองอยู่บนพื้น เป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันได้รวบรวมผลปาล์ม ผู้เสียหายก็มาพบเสียก่อนเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ายึดถือเอาผลปาล์มจำนวนนั้นไว้แล้ว อันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้นและถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันในที่เกิดเหตุ ก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 แต่ก็เนื่องมาจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อได้ความจากผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปทันทีที่เห็นพยานโจทก์ทั้งสองและยังต่อสู้ขัดขวางไม่ยอมให้ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมตัวได้โดยง่าย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตัดผลปาล์มน้ำมันร่วมกับคนงานอื่น ๆ ที่รับจ้างอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 กลับนำสืบต่อสู้ในชั้นพิจารณาว่า เข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุเพื่อหาเห็ดและผักเพียงลำพัง พยานจำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันโดยผู้เสียหายมิได้ว่าจ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และ 83 จำคุกคนละ 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ350/2553
primary_red_case_no
อ2679/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000318.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2144/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557