ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2550
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นายจ่ำ ทองเขียว กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 78, มาตรา 83, มาตรา 86, มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (4), มาตรา 335 (7), มาตรา 335 วรรคสอง
ป.วิ.อ. มาตรา 213, มาตรา 225
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำจำเลยที่ 2 และ ด. มาที่เกิดเหตุแล้วรออยู่ จากนั้นบุคคลทั้งสองได้ปีนกำแพงเข้าไปแล้วลักลวดทองแดงของกลางภายในบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นได้ว่าบริเวณที่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่มีการลักทรัพย์ประมาณ 70 เมตร ไม่สามารถมองเห็นภายในบริษัทผู้เสียหายที่เกิดเหตุได้ และไม่สามารถช่วยเหลือ ด. และจำเลยที่ 2 ได้ทันท่วงที ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่ ด. และจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนที่ ด. และจำเลยที่ 2 กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของ ด. และจำเลยที่ 2
คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 และกรณีนี้เป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาลดโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ด้วย
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) (11), 357, 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง), 83 จำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจร (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายปีนข้ามกำแพงของบริษัทผู้เสียหายอันเป็นช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าแล้วลักลวดทองแดง 1 ม้วน ราคา 3,500 บาท ของบริษัทผู้เสียหายไป ตำรวจจับจำเลยทั้งสองและนายดุลยเดช และยึดลวดทองแดงที่คนร้ายลักไปเป็นของกลางได้ที่บริเวณที่ว่างซึ่งห่างจากกำแพงบริษัทผู้เสียหาย 70 เมตร นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี คดีในส่วนของนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่า สิบตำรวจเอกกัมปนาทเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ทั้งได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ปรากฏเหตุให้ระแวงว่าพยานจะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับโทษ คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โจทก์ยังมีนายสุพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่าพยานลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ในช่องผู้เสียหายชี้ให้จับกุมด้วยตามบันทึกการจับกุมก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพซึ่งลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวก็มีลักษณะเหมือนกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏในเอกสารคดีนี้ นายสุพัฒน์และนายสังคม พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริษัทผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ถูกตำรวจควบคุมตัวในที่ถูกจับกุมนั้นพยานทั้งสองไม่เห็นจำเลยที่ 1 มีท่าทางเหมือนคนเมาสุรา จึงไม่มีข้อให้ระแวงว่า จำเลยที่ 1 เมาสุราและนั่งอยู่ที่ม้านั่งจนไม่รู้เรื่องที่จำเลยที่ 2 และนายดุลยเดชเข้าไปลักลวดทองแดงของกลางในบริษัทผู้เสียหายและแม้นายสังคมจะเบิกความว่าคนที่วิ่งหลบหนีคือจำเลยที่ 2 ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของสิบตำรวจเอกกัมปนาทนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายสุพัฒน์ว่า พยานตามนายสังคมออกไปนอกบริษัทผู้เสียหายและเห็นตำรวจ 2 นาย จากสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพางบางส่วนควบคุมชาย 2 คน ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 และนายดุลยเดชไว้ที่ริมถนน อีกส่วนหนึ่งกำลังวิ่งไล่จับชายอีกคนคือจำเลยที่ 2 ที่วิ่งหนีลงไปในสระน้ำ อันแสดงว่านายสุพัฒน์และนายสังคมเห็นตำรวจวิ่งไล่จับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่พยานผู้จับกับพวกได้ตรวจค้นพบลวดทองแดงของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเหยียบไว้ขณะที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้วิ่งหลบหนีไปคนละทางแต่จำเลยที่ 1 ถูกจับก่อนแล้วนำมาควบคุมพรัอมกับนายดุลยเดช นายสังคมและนายสุพัฒน์จึงไม่เห็นขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 ก็เป็นได้ คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงหาได้แตกต่างกันจนถึงขนาดทำให้คำเบิกความของสิบตำรวจเอกกัมปนาทขาดน้ำหนักไปแต่อย่างใดไม่ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำจำเลยที่ 2 และนายดุลยเดชมาที่เกิดเหตุแล้วรออยู่ จากนั้นบุคคลทั้งสองได้ปีนกำแพงเข้าไปแล้วลักลวดทองแดงของกลางภายในบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นได้ว่าบริเวณที่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่มีการลักทรัพย์ประมาณ 70 เมตร ไม่สามารถมองเห็นภายในบริษัทผู้เสียหายที่เกิดเหตุและไม่สามารถช่วยเหลือนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ได้ทันท่วงทีทั้งไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหายไป หรือให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่นายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหายจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนที่นายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่เนื่องจากคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาลดโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ มาตรา 225 ด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 คงให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 1,882,171 บาท แก่โจทก์
(วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์)
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1585/2547
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ5068/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ5840/2545
หมายเหตุ