คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557 ฉบับเต็ม

#580856
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายสมบูรณ์ จันตา จำเลย ป.อ. มาตรา 29 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับ แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 10 ปี และปรับ 650,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 325,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และวันที่ 30 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุในหมายดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ในส่วนของโทษปรับแล้ว การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินและอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระค่าปรับจึงยุติ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยได้รับการปล่อยตัว แต่การพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะการกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษค่าปรับ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้คืนทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวแก่จำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยจะยังไม่ชำระค่าปรับ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น (นิพันธ์ ช่วยสกุล-ปริญญา ดีผดุง-อธิคม อินทุภูติ) ศาลจังหวัดลำพูน - นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเดชวิมล สุมาวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3546/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1183/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1213/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
580856
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายเดชวิมล สุมาวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974381"
    }
}
date
2557
deka_no
18280/2557
deka_running_no
18280
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "อธิคม อินทุภูติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 29"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 5 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมบูรณ์ จันตา"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 10 ปี และปรับ 650,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 325,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และวันที่ 30 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุในหมายดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ในส่วนของโทษปรับแล้ว การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินและอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระค่าปรับจึงยุติ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยได้รับการปล่อยตัว แต่การพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะการกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษค่าปรับ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้คืนทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยจะยังไม่ชำระค่าปรับ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1183/2551
primary_red_case_no
อ1213/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000309.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3546/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557