คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2558 ฉบับเต็ม

#580860
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2558 นางสาวพรทิพย์ ท้วมอ้นหรือวรน้อย โจทก์ นางสาววรรณคดี ปัตตะวงค์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 195, มาตรา 215 ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยในทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความในข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 199/2553 หมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี ศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดี ต่อมานายธงชัย บิดาจำเลยยื่นคำร้องว่าตนมิใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของผู้ทำการก่อสร้างบ้านบนที่ดินของโจทก์ และวันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานให้นายธงชัยในคดีดังกล่าวว่า "โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯ เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าว เหตุที่โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯเป็นผู้เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ เนื่องจากขณะนั้นข้าฯและนายอนุชาไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ บิดาข้าฯจึงเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น" ตามคำให้การพยาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี เป็นเท็จหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยในทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความในข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นเท็จ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์อีก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ นายธงชัยยื่นคำร้องว่า ตนไม่ใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโจทก์ ประเด็นสำคัญแห่งคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ โดยการที่จะวินิจฉัยได้ว่านายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยหรือนายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น ข้อสำคัญในคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ การที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่งดังกล่าวว่านายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการเบิกความเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี แม้ศาลจะไม่เชื่อคำเบิกความของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า นายธงชัยไม่ใช่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างโดยนายธงชัยเป็นเพียงบริวารของจำเลยก็ไม่ทำให้คำเบิกความของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี (กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-ประยูร ณ ระนอง-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลจังหวัดราชบุรี - นางอัจฉรา กอบกัยกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสุทิน อุ้ยตระกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.752/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ698/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ251/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
580860
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นางอัจฉรา กอบกัยกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสุทิน อุ้ยตระกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972270"
    }
}
date
2558
deka_no
4155/2558
deka_running_no
4155
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 195",
            "ม. 215"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพรทิพย์ ท้วมอ้นหรือวรน้อย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาววรรณคดี ปัตตะวงค์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 199/2553 หมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี ศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดี ต่อมานายธงชัย บิดาจำเลยยื่นคำร้องว่าตนมิใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของผู้ทำการก่อสร้างบ้านบนที่ดินของโจทก์ และวันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานให้นายธงชัยในคดีดังกล่าวว่า "โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯ เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าว เหตุที่โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯเป็นผู้เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ เนื่องจากขณะนั้นข้าฯและนายอนุชาไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ บิดาข้าฯจึงเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น" ตามคำให้การพยาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี เป็นเท็จหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยในทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความในข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นเท็จ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์อีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ นายธงชัยยื่นคำร้องว่า ตนไม่ใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโจทก์ ประเด็นสำคัญแห่งคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ โดยการที่จะวินิจฉัยได้ว่านายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยหรือนายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น ข้อสำคัญในคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ การที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่งดังกล่าวว่านายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการเบิกความเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี แม้ศาลจะไม่เชื่อคำเบิกความของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า นายธงชัยไม่ใช่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างโดยนายธงชัยเป็นเพียงบริวารของจำเลยก็ไม่ทำให้คำเบิกความของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ698/2556
primary_red_case_no
อ251/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000291.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.752/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558