คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19694/2557 ฉบับเต็ม

#581389
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19694/2557 นางนงจิต พลเขต โจทก์ กรมธนารักษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 238, มาตรา 247, มาตรา 248 พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 8 คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุการจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่นๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุมา เมื่อปี 2514 นายสุมาได้แลกเปลี่ยนที่ดินแปลงดังกล่าวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 บริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุในพื้นที่จังหวัดนครพนม และจำเลยที่ 2 มอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โรงเรียนบ้านโนนสังข์เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา นายสุมาได้เข้าครอบครองปลูกสร้างบ้านและล้อมรั้วในที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ส่วนโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้สร้างสนามกีฬาลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 แล้วเช่นกัน ต่อมาปี 2533 นายสุมาและโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้จัดทำหนังสือการแลกเปลี่ยนที่ดินทั้งสองแปลง แล้วโรงเรียนได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ทำการแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าว แต่ยังมิได้มีการโอนที่ดินดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 นายสุมายกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางพัฒศนี แล้วนางพัฒศนีมายื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเมื่อปี 2549 เพื่อขอแลกเปลี่ยนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ธนารักษ์พื้นที่นครพนม ส่งนายช่างสำรวจเข้าไปรังวัดสำรวจจัดทำแผนที่เพื่อทราบข้อเท็จจริงว่าที่ดินทั้งสองแปลงสามารถแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่อย่างไร ต่อมาปี 2550 นางพัฒศนียกที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเพื่อขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ธนารักษ์พื้นที่นครพนมทำความเห็นรายงานจำเลยที่ 1 ว่า เห็นควรดำเนินการแลกเปลี่ยนให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงธนารักษ์พื้นที่นครพนมแจ้งว่าต้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อน แล้วจำเลยที่ 2 จะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ให้แก่โจทก์โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ และธนารักษ์นครพนมได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อน โดยยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วข้างต้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุ การจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่น ๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินข้างต้นได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นนอกเหนือจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาเห็นควรไม่วินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อร่าม เสนามนตรี-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-สิริรัตน์ จันทรา) ศาลจังหวัดนครพนม - นางสุดสงวน ตรีขจรเกียรติ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางกฤษณี เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2895/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ269/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1447/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
581389
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นางสุดสงวน ตรีขจรเกียรติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางกฤษณี เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974127"
    }
}
date
2557
deka_no
19694/2557
deka_running_no
19694
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "สิริรัตน์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 238",
            "ม. 247",
            "ม. 248"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 8"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางนงจิต พลเขต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมธนารักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุมา เมื่อปี 2514 นายสุมาได้แลกเปลี่ยนที่ดินแปลงดังกล่าวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 บริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุในพื้นที่จังหวัดนครพนม และจำเลยที่ 2 มอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โรงเรียนบ้านโนนสังข์เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา นายสุมาได้เข้าครอบครองปลูกสร้างบ้านและล้อมรั้วในที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ส่วนโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้สร้างสนามกีฬาลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 แล้วเช่นกัน ต่อมาปี 2533 นายสุมาและโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้จัดทำหนังสือการแลกเปลี่ยนที่ดินทั้งสองแปลง แล้วโรงเรียนได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ทำการแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าว แต่ยังมิได้มีการโอนที่ดินดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 นายสุมายกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางพัฒศนี แล้วนางพัฒศนีมายื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเมื่อปี 2549 เพื่อขอแลกเปลี่ยนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ธนารักษ์พื้นที่นครพนม ส่งนายช่างสำรวจเข้าไปรังวัดสำรวจจัดทำแผนที่เพื่อทราบข้อเท็จจริงว่าที่ดินทั้งสองแปลงสามารถแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่อย่างไร ต่อมาปี 2550 นางพัฒศนียกที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเพื่อขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ธนารักษ์พื้นที่นครพนมทำความเห็นรายงานจำเลยที่ 1 ว่า เห็นควรดำเนินการแลกเปลี่ยนให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงธนารักษ์พื้นที่นครพนมแจ้งว่าต้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อน แล้วจำเลยที่ 2 จะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ให้แก่โจทก์โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ และธนารักษ์นครพนมได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อน โดยยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วข้างต้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุ การจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่น ๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินข้างต้นได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นนอกเหนือจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาเห็นควรไม่วินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ269/2552
primary_red_case_no
พ1447/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000307.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2895/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557