คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2558 ฉบับเต็ม

#581394
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2558 นายเอ็ดเวิร์ด เจสัน เกล็นน์ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน โจทก์ นายคริสโตเฟอร์ เดวิด ซุง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 171, มาตรา 368 แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่การชำระหนี้ของแต่ละฝ่ายจะต้องมีความชัดเจน ในกรณีของจำเลยยังไม่มีความแน่นอนว่าจะชำระหนี้โดยวิธีใด ทั้งยังมีปัญหาว่าจำเลยจะจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ได้อย่างไร ในเมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดยังเป็นของบริษัท พ. อยู่ ซึ่งจำเลยย่อมทราบดี ในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร โดยเฉพาะสัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ มาตรา 171 และ 368 การที่จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โดยไม่เสนอว่าจะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ด้วยวิธีใดและมีความเป็นไปได้ประการใด นับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหากโจทก์ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว จำเลยย่อมอ้างได้ว่าไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงและยังหาผู้ซื้อต่อไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังกำหนดเวลาให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ปฏิบัติตามขอเลิกสัญญาและให้โจทก์คืนเงิน 15,000,000 บาท ตามหนังสือบอกกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 10,887,671.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องเข้าว่าคดีแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 ห้อง และชำระราคาไปแล้วบางส่วน ต่อมาโจทก์ขายสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 25,000,000 บาท และชำระไปแล้วจำนวน 15,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นเช็คธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท และโจทก์ จำเลยกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่เพื่อเปลี่ยนตัวผู้ซื้อ หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยตกลงวิธีการชำระเงินกันใหม่ โดยยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและให้จำเลยโอนเงินตามเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในธนาคารที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน จำเลยจึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเช็ค วันที่ 5 สิงหาคม 2552 โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาฉบับที่ 2 ให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ส่วนสิทธิของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ขายให้จำเลยนั้น หากจำเลยจะใช้สิทธิที่มีอยู่เดิม จะใช้วิธีจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ภายใน 12 เดือน โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรือหากจำเลยขายสิทธิตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะได้รับเงินจำนวน 10,000,000 บาท ทันทีโดยจ่ายเป็นเช็ค ส่วนโจทก์จะต้องถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ให้แก่จำเลย แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่การชำระหนี้ของแต่ละฝ่ายจะต้องมีความชัดเจน ในกรณีของจำเลยยังไม่มีความแน่นอนว่าจะชำระหนี้โดยวิธีใด ทั้งยังมีปัญหาว่าจำเลยจะจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ได้อย่างไร ในเมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดยังเป็นของบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ ซึ่งจำเลยย่อมทราบดี ในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร โดยเฉพาะสัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 การที่จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โดยไม่เสนอว่าจะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ด้วยวิธีใดและมีความเป็นไปได้ประการใด นับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหากโจทก์ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว จำเลยย่อมอ้างได้ว่าไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงและยังหาผู้ซื้อต่อไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังกำหนดเวลาให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ปฏิบัติตามขอเลิกสัญญาและให้โจทก์คืนเงิน 15,000,000 บาท ตามหนังสือบอกกล่าว บ่งชี้ว่าจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 2180/2553 ซึ่งถึงที่สุดแล้วมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อนี้แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และเพิ่งยกขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ตามลำดับ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีดังกล่าวจำเลยในคดีนี้ฟ้องโจทก์เรียกเงิน 15,000,000 บาท ที่ชำระแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อห้องชุดคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว คู่กรณีย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย แต่ปรากฏตามใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยคดีนี้โจทก์เรียกเงินส่วนที่เหลืออีก 10,000,000 บาท ที่จำเลยยังไม่ได้ชำระตามสัญญาซื้อห้องชุดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นคดีนี้พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยฎีกา เมื่อกระบวนพิจารณาในคดีนี้ดำเนินมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วเช่นนี้ การบังคับคดีย่อมต้องเป็นไปตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-อภิรัตน์ ลัดพลี-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางณัฐา อิสสระวิทย์ ศาลอุทธรณ์ - นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.6/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1463/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ691/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
581394
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางณัฐา อิสสระวิทย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081974001"
    }
}
date
2558
deka_no
530/2558
deka_running_no
530
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 171",
            "ม. 368"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายเอ็ดเวิร์ด เจสัน เกล็นน์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคริสโตเฟอร์ เดวิด ซุง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 10,887,671.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องเข้าว่าคดีแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 ห้อง และชำระราคาไปแล้วบางส่วน ต่อมาโจทก์ขายสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 25,000,000 บาท และชำระไปแล้วจำนวน 15,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นเช็คธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท และโจทก์ จำเลยกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่เพื่อเปลี่ยนตัวผู้ซื้อ หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยตกลงวิธีการชำระเงินกันใหม่ โดยยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและให้จำเลยโอนเงินตามเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในธนาคารที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน จำเลยจึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเช็ค วันที่ 5 สิงหาคม 2552 โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาฉบับที่ 2 ให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ส่วนสิทธิของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ขายให้จำเลยนั้น หากจำเลยจะใช้สิทธิที่มีอยู่เดิม จะใช้วิธีจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ภายใน 12 เดือน โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรือหากจำเลยขายสิทธิตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะได้รับเงินจำนวน 10,000,000 บาท ทันทีโดยจ่ายเป็นเช็ค ส่วนโจทก์จะต้องถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ให้แก่จำเลย แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่การชำระหนี้ของแต่ละฝ่ายจะต้องมีความชัดเจน ในกรณีของจำเลยยังไม่มีความแน่นอนว่าจะชำระหนี้โดยวิธีใด ทั้งยังมีปัญหาว่าจำเลยจะจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ได้อย่างไร ในเมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดยังเป็นของบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ ซึ่งจำเลยย่อมทราบดี ในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร โดยเฉพาะสัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 การที่จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โดยไม่เสนอว่าจะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ด้วยวิธีใดและมีความเป็นไปได้ประการใด นับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหากโจทก์ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว จำเลยย่อมอ้างได้ว่าไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงและยังหาผู้ซื้อต่อไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังกำหนดเวลาให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ปฏิบัติตามขอเลิกสัญญาและให้โจทก์คืนเงิน 15,000,000 บาท ตามหนังสือบอกกล่าว บ่งชี้ว่าจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 2180/2553 ซึ่งถึงที่สุดแล้วมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อนี้แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และเพิ่งยกขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ตามลำดับ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีดังกล่าวจำเลยในคดีนี้ฟ้องโจทก์เรียกเงิน 15,000,000 บาท ที่ชำระแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อห้องชุดคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว คู่กรณีย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย แต่ปรากฏตามใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยคดีนี้โจทก์เรียกเงินส่วนที่เหลืออีก 10,000,000 บาท ที่จำเลยยังไม่ได้ชำระตามสัญญาซื้อห้องชุดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นคดีนี้พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยฎีกา เมื่อกระบวนพิจารณาในคดีนี้ดำเนินมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วเช่นนี้ การบังคับคดีย่อมต้องเป็นไปตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1463/2553
primary_red_case_no
พ691/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000306.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.6/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558