คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2558 ฉบับเต็ม

#581415
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2558 พนักงานอัยการจังหวัดพล โจทก์ นายพงษ์ธนา บุญอารีย์ จำเลย ป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่, มาตรา 291, มาตรา 390 ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย จำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน ร. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถอีแต๋นที่ บ. เป็นผู้ขับ แต่ ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ ร. ขับชนกับรถจำเลย หาก ร. ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถของจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุว่า ร. ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่า ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็นผลโดยตรงจาก ร. ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของ ร. ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กาย ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจร ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 1 57 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 (ที่ถูก มาตรา 390) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย เท่ากับจำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน นายรชนนท์ ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถยนต์บรรทุกทางการเกษตร (รถอีแต๋น) ที่นายบุญโฮม เป็นผู้ขับ ดังนี้ เมื่อนายรชนนท์จะขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋น นอกจากจะต้องให้ไฟสัญญาณในทิศทางที่แซงขึ้นหน้าแล้ว นายรชนนท์จะต้องคำนึงด้วยว่าหากมีรถขับสวนทางมาในระยะที่ไม่ปลอดภัยแก่การขับแซงขึ้นหน้าได้พ้นและขับกลับเข้าทางเดินรถเดิมได้โดยปลอดภัย นายรชนนท์จะต้องรอให้รถจำเลยที่ขับสวนทางมาผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยขับแซงขึ้นหน้า แต่นายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายรชนนท์ขับชนกับรถจำเลย แสดงว่าหากนายรชนนท์ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพ เอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุตรงกันว่า นายรชนนท์ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่านายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น ดังนี้ การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็นผลโดยตรงจากนายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของนายรชนนท์ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำ โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 ตามที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีเพียงเฉพาะโทษปรับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 คงให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถด้วยความประมาทหรือน่าหวาดเสียว ปรับ 800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (อิสสระ นิ่มละมัย-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์) ศาลจังหวัดพล - นายสมเกียรติ วงศ์สุริยา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสม กุมศัสตรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.813/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ583/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ757/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
581415
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายสมเกียรติ วงศ์สุริยา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสม กุมศัสตรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971031"
    }
}
date
2558
deka_no
6450/2558
deka_running_no
6450
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "อิสสระ นิ่มละมัย",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59 วรรคสี่",
            "ม. 291",
            "ม. 390"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ธนา บุญอารีย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจร

ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 1 57

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 (ที่ถูก มาตรา 390) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย เท่ากับจำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน

นายรชนนท์ ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถยนต์บรรทุกทางการเกษตร (รถอีแต๋น) ที่นายบุญโฮม เป็นผู้ขับ ดังนี้ เมื่อนายรชนนท์จะขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋น นอกจากจะต้องให้ไฟสัญญาณในทิศทางที่แซงขึ้นหน้าแล้ว นายรชนนท์จะต้องคำนึงด้วยว่าหากมีรถขับสวนทางมาในระยะที่ไม่ปลอดภัยแก่การขับแซงขึ้นหน้าได้พ้นและขับกลับเข้าทางเดินรถเดิมได้โดยปลอดภัย นายรชนนท์จะต้องรอให้รถจำเลยที่ขับสวนทางมาผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยขับแซงขึ้นหน้า แต่นายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายรชนนท์ขับชนกับรถจำเลย แสดงว่าหากนายรชนนท์ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพ เอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุตรงกันว่า นายรชนนท์ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่านายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น ดังนี้ การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น

จึงเป็นผลโดยตรงจากนายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของนายรชนนท์ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำ

โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 ตามที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีเพียงเฉพาะโทษปรับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 คงให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถด้วยความประมาทหรือน่าหวาดเสียว ปรับ 800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ583/2557
primary_red_case_no
อ757/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000280.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.813/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558