คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2558 ฉบับเต็ม

#581416
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2558 นางสำเนียง แสงเหมือนคง โจทก์ นางสาวรัชนียา อินจันทร์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), มาตรา 123 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีข้อความว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 ร. ร่วมกับ ณ. และ อ. หลอกลวงให้โจทก์โอนเงิน 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,952,000 บาท โดยแจ้งว่าจะนำเงินที่โจทก์โอนให้ไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืม และจะให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อเดือน ประกอบกับ ร. มากับ ส. เจ้าของรีสอร์ท ทำให้โจทก์หลงเชื่อ เป็นเหตุให้โจทก์โอนเงินเพื่อปล่อยกู้จำนวนดังกล่าว ช่วงแรก ร. โอนเงินดอกเบี้ยให้ร้อยละ 15 ต่อเดือนจริง ประมาณ 4 ครั้ง โจทก์จึงหลงเชื่อโอนเงินให้ แต่เมื่อ ร. กับพวกได้เงินแล้ว โจทก์ติดต่อไป ร. กับพวกกลับเงียบหาย โจทก์จึงทราบว่าถูกหลอกลวง การกระทำของ ร. กับพวก เป็นการฉ้อโกง โจทก์จึงมาที่สถานีตำรวจบ่อผุดเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานและเพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งพันตำรวจโท พ. พนักงานสอบสวนเวร รับแจ้งไว้ตามประสงค์ของผู้แจ้ง เพื่อดำเนินการต่อไป แสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตลอดจนชื่อของผู้กระทำผิดและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษทั้งพนักงานสอบสวนเวรผู้รับแจ้งความก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว หาใช่เป็นเพียงข้อความที่โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามด้วยตนเองต่อไปแต่อย่างใดไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นข้อความที่โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอันเป็นเหตุของการมาที่สถานีตำรวจ มิได้บ่งบอกถึงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม แต่เป็นการให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามด้วยตนเองต่อไป และข้อความย่อหน้าสุดท้ายไม่ได้มีความหมายหรือไม่อาจแปลความได้ว่าโจทก์มอบเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามเพื่อให้ได้รับโทษต่อไปนั้น เห็นว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 นางสาวรัชนียา ร่วมกับนายณัฐพล และนางอัมพร หลอกลวงให้โจทก์โอนเงิน 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,952,000 บาท โดยแจ้งว่าจะนำเงินที่โจทก์โอนให้ไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืม และจะให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อเดือน และหนึ่งวัน สองวัน สามวัน จึงทำให้โจทก์โอนเงินให้ ประกอบกับนางสาวรัชนียาได้มากับนายสุวรรณ เจ้าของลาวาณารีสอร์ท ทำให้โจทก์หลงเชื่อ เป็นเหตุให้โจทก์โอนเงินเพื่อปล่อยกู้จำนวนดังกล่าว เนื่องจากช่วงแรกนางสาวรัชนียาโอนเงินดอกเบี้ยให้ร้อยละ 15 ต่อเดือนจริง ประมาณ 4 ครั้ง จึงทำให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้ เมื่อนางสาวรัชนียากับพวกได้เงินไปแล้ว โจทก์ติดต่อไปนางสาวรัชนียากับพวกก็เงียบหายไป โจทก์จึงทราบว่าถูกหลอกลวง การกระทำของนางสาวรัชนียากับพวกจึงเป็นการฉ้อโกง โจทก์จึงมาที่สถานีตำรวจบ่อผุดเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พันตำรวจโทพานิชจร พนักงานสอบสวนเวร ได้รับแจ้งตามความประสงค์ของผู้แจ้ง เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป เห็นว่า ข้อความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตลอดจนชื่อของผู้กระทำผิดและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษ ทั้งพนักงานสอบสวนเวรผู้รับแจ้งความก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว หาใช่เป็นเพียงข้อความที่โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามด้วยตนเองต่อไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นคำร้องทุกข์ และโจทก์ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์-จินดา ปัณฑะโชติ-ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ) ศาลจังหวัดเกาะสมุย - นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางสาวยุวิสส์ชญา ยกซิ่ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.957/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ646/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ262/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
581416
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเกาะสมุย",
        "judge": "นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นางสาวยุวิสส์ชญา ยกซิ่ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970917"
    }
}
date
2558
deka_no
6637/2558
deka_running_no
6637
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ",
    "ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (7)",
            "ม. 123 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสำเนียง แสงเหมือนคง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรัชนียา อินจันทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นข้อความที่โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอันเป็นเหตุของการมาที่สถานีตำรวจ มิได้บ่งบอกถึงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม แต่เป็นการให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามด้วยตนเองต่อไป และข้อความย่อหน้าสุดท้ายไม่ได้มีความหมายหรือไม่อาจแปลความได้ว่าโจทก์มอบเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามเพื่อให้ได้รับโทษต่อไปนั้น เห็นว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 นางสาวรัชนียา ร่วมกับนายณัฐพล และนางอัมพร หลอกลวงให้โจทก์โอนเงิน 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,952,000 บาท โดยแจ้งว่าจะนำเงินที่โจทก์โอนให้ไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืม และจะให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อเดือน และหนึ่งวัน สองวัน สามวัน จึงทำให้โจทก์โอนเงินให้ ประกอบกับนางสาวรัชนียาได้มากับนายสุวรรณ เจ้าของลาวาณารีสอร์ท ทำให้โจทก์หลงเชื่อ เป็นเหตุให้โจทก์โอนเงินเพื่อปล่อยกู้จำนวนดังกล่าว เนื่องจากช่วงแรกนางสาวรัชนียาโอนเงินดอกเบี้ยให้ร้อยละ 15 ต่อเดือนจริง ประมาณ 4 ครั้ง จึงทำให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้ เมื่อนางสาวรัชนียากับพวกได้เงินไปแล้ว โจทก์ติดต่อไปนางสาวรัชนียากับพวกก็เงียบหายไป โจทก์จึงทราบว่าถูกหลอกลวง การกระทำของนางสาวรัชนียากับพวกจึงเป็นการฉ้อโกง โจทก์จึงมาที่สถานีตำรวจบ่อผุดเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พันตำรวจโทพานิชจร พนักงานสอบสวนเวร ได้รับแจ้งตามความประสงค์ของผู้แจ้ง เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป เห็นว่า ข้อความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตลอดจนชื่อของผู้กระทำผิดและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษ ทั้งพนักงานสอบสวนเวรผู้รับแจ้งความก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว หาใช่เป็นเพียงข้อความที่โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามด้วยตนเองต่อไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นคำร้องทุกข์ และโจทก์ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ646/2555
primary_red_case_no
อ262/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000279.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.957/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558