คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1296/2558 ฉบับเต็ม

#581444
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1296/2558 นายเดวิด อีแวน สกอตต์ โจทก์ นายสงัด ดนพิมาย ผู้ร้องสอด นางสาวปริสนา ดนพิมาย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้วจึงจดทะเบียนสมรส ต่อมาหย่าขาดจากกัน โจทก์ออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านพิพาทเป็นสินสมรส ขอให้บังคับจำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรส เนื่องจากมีการปลูกสร้างก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านพิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปกว่าคำขอ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 32357 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ออกขายและแบ่งเงินให้โจทก์ 579,785 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นบิดาจำเลย เป็นผู้อนุญาตให้ก่อสร้างบ้านพิพาท โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด จำเลยให้การแก้คำร้องสอดขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 8 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์และจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์จำเลย หรือขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำร้องสอดให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องในสาระสำคัญว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนสมรสและต่อมาจึงหย่าขาดจากกัน โจทก์ออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรส เนื่องจากมีการปลูกสร้างก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านพิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปกว่าคำขอ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-นางพฤษภา พนมยันตร์-นายจิรนิติ หะวานนท์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา - นายธีระพงศ์ ทองมั่นคง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)182/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ234/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ464/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
581444
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายธีระพงศ์ ทองมั่นคง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081973637"
    }
}
date
2558
deka_no
1296/2558
deka_running_no
1296
deka_year
2558
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "นางพฤษภา พนมยันตร์",
    "นายจิรนิติ หะวานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเดวิด อีแวน สกอตต์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นายสงัด ดนพิมาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวปริสนา ดนพิมาย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 32357 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ออกขายและแบ่งเงินให้โจทก์ 579,785 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นบิดาจำเลย เป็นผู้อนุญาตให้ก่อสร้างบ้านพิพาท โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 8 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์และจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์จำเลย หรือขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำร้องสอดให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องในสาระสำคัญว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนสมรสและต่อมาจึงหย่าขาดจากกัน โจทก์ออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรส เนื่องจากมีการปลูกสร้างก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านพิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปกว่าคำขอ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ234/2555
primary_red_case_no
พ464/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000303.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)182/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558