คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2558 ฉบับเต็ม

#582430
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2558 นางประยงค์ สีทองสุก โดยนางอัมพร ยิ้มศรวล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายบุญรอด คำคุ้ม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 438, มาตรา 443, มาตรา 1461 โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายเพราะเหตุละเมิด ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 หน้าที่ในการอุปการะของผู้ตายในฐานะสามีของโจทก์ที่มีต่อโจทก์จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ตามที่โจทก์เรียกร้องเป็นเวลา 7 ปี นับแต่วันทำละเมิดคือ วันที่ 17 มกราคม 2554 จึงมากเกินสมควร กรณีมีเหตุสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ใหม่ตามส่วนที่โจทก์เรียกร้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางอัมพร ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท แต่คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และจำเลยทั้งสามยังนำสืบต่อสู้คดีนี้ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามต่างยันคำกันอยู่ จึงยังฟังข้อเท็จจริงเป็นทางใดทางหนึ่งยังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายในข้อหาใดและผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่อย่างไร ทั้งจำเลยทั้งสามก็มิได้นำพยานมาสืบในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ส่วนจำเลยที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายไม่มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้ชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ เป็นเงิน 500,000 บาท และตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท แต่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้จำกัดวงเงินความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 700,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ตายมีส่วนร่วมในความประมาทจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคดีนี้ด้วย และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ในส่วนค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 หน้าที่ในการอุปการะของผู้ตายในฐานะสามีของโจทก์ที่มีต่อโจทก์จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งกำหนดตามที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 7 ปี นับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 17 มกราคม 2554 จึงมากเกินสมควร กรณีมีเหตุสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ใหม่ เป็นเงิน 157,500 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพแล้ว เป็นเงิน 517,500 บาท แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 120,000 บาท ดังนี้ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสิ้น 397,500 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 397,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล-เมทินี ชโลธร-สุพจน์ กิตติรักษนนท์) ศาลจังหวัดราชบุรี - นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิบูลย์ แสงชมภู แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3185/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ432/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1357/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
582430
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวิวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวิบูลย์ แสงชมภู"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971714"
    }
}
date
2558
deka_no
5245/2558
deka_running_no
5245
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล",
    "เมทินี ชโลธร",
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 438",
            "ม. 443",
            "ม. 1461"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางประยงค์ สีทองสุก โดยนางอัมพร ยิ้มศรวล"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญรอด คำคุ้ม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางอัมพร ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท แต่คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และจำเลยทั้งสามยังนำสืบต่อสู้คดีนี้ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามต่างยันคำกันอยู่ จึงยังฟังข้อเท็จจริงเป็นทางใดทางหนึ่งยังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายในข้อหาใดและผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่อย่างไร ทั้งจำเลยทั้งสามก็มิได้นำพยานมาสืบในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ส่วนจำเลยที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายไม่มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้ชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ เป็นเงิน 500,000 บาท และตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท แต่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้จำกัดวงเงินความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 700,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ตายมีส่วนร่วมในความประมาทจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคดีนี้ด้วย และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ในส่วนค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 หน้าที่ในการอุปการะของผู้ตายในฐานะสามีของโจทก์ที่มีต่อโจทก์จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งกำหนดตามที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 7 ปี นับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 17 มกราคม 2554 จึงมากเกินสมควร กรณีมีเหตุสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ใหม่ เป็นเงิน 157,500 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพแล้ว เป็นเงิน 517,500 บาท แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 120,000 บาท ดังนี้ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสิ้น 397,500 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 397,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
พ432/2555
primary_red_case_no
พ1357/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000286.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3185/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558