คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2558 ฉบับเต็ม

#582442
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเชาวลิตหรือตุ๊ก ม่วงมณี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้คำฟ้องโจทก์จะระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน ก็มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้รับของโจรโดยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ถูก ช. ผู้ต้องหาในคดีอื่นลักมา ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วให้การรับสารภาพ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด และวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้และให้การรับสารภาพ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 92 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าได้เกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร อีกทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนที่ปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10.50 นาฬิกา (ที่ถูก เวลาประมาณ 10 นาฬิกา) จำเลยได้รับของโจรคือ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน มิใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 (ที่ถูก วันที่ 7 สิงหาคม 2556) เวลากลางวัน ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงเป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงพิมพ์และพิมพ์ฟ้องผิดพลาดเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาซึ่งขอฝากขังจำเลย มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้รับของโจรคือรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 รวมราคาประมาณ 20,000 บาท โดยรับฝากรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวที่ถูกลักมาโดยนายชัยเทพหรือกลิ่น ผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยยังให้การรับสารภาพในคดีนี้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังที่นายชัยเทพลักรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ซึ่งวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้โดยให้การรับสารภาพ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งคดีนี้มิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษมีกำหนด 4 ปี นั้น หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี (ไมตรี สุเทพากุล-โสฬส สุวรรณเนตร์-กิจชัย จิตธารารักษ์) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายจำนงค์ สุดใจใหม่ ศาลอุทธรณ์ - นายยงยศ เอี่ยมทอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1000/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ828/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1176/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
582442
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายจำนงค์ สุดใจใหม่"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายยงยศ เอี่ยมทอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971495"
    }
}
date
2558
deka_no
5593/2558
deka_running_no
5593
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "กิจชัย จิตธารารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเชาวลิตหรือตุ๊ก ม่วงมณี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 92 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าได้เกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร อีกทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนที่ปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10.50 นาฬิกา (ที่ถูก เวลาประมาณ 10 นาฬิกา) จำเลยได้รับของโจรคือ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน มิใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 (ที่ถูก วันที่ 7 สิงหาคม 2556) เวลากลางวัน ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงเป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงพิมพ์และพิมพ์ฟ้องผิดพลาดเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาซึ่งขอฝากขังจำเลย มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้รับของโจรคือรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 รวมราคาประมาณ 20,000 บาท โดยรับฝากรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวที่ถูกลักมาโดยนายชัยเทพหรือกลิ่น ผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยยังให้การรับสารภาพในคดีนี้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังที่นายชัยเทพลักรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ซึ่งวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้โดยให้การรับสารภาพ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งคดีนี้มิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษมีกำหนด 4 ปี นั้น หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ828/2557
primary_red_case_no
อ1176/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000284.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1000/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558