คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2558 ฉบับเต็ม

#582770
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2558 นางปัทมา สีฬหา โจทก์ นายพรชัย ธีรานุกูลชัย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเสียหาย เป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544มาตรา 76 โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 ตำบลวังบูรพาภิรมย์ (พาหุรัด) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤษภาคม 2554) (ที่ถูก ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกเว้นให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาและใช้สิทธิหรือสืบสิทธิแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในคดีขับไล่ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 เสมือนว่าโจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกันกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและสืบสิทธิเป็นโจทก์แทนในคดีดังกล่าว การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพร้อมเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เห็นว่า การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ก่อนวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ (ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล-เมทินี ชโลธร-สุพจน์ กิตติรักษนนท์) ศาลแพ่ง - นางพิทยา บรรจงประพันธ์ ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ตันติเสรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1158/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม91/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม115/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
582770
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางพิทยา บรรจงประพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประสิทธิ์ ตันติเสรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972058"
    }
}
date
2558
deka_no
4466/2558
deka_running_no
4466
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล",
    "เมทินี ชโลธร",
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 76"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปัทมา สีฬหา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพรชัย ธีรานุกูลชัย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 ตำบลวังบูรพาภิรมย์ (พาหุรัด) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤษภาคม 2554) (ที่ถูก ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกเว้นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาและใช้สิทธิหรือสืบสิทธิแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในคดีขับไล่ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 เสมือนว่าโจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกันกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและสืบสิทธิเป็นโจทก์แทนในคดีดังกล่าว การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพร้อมเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เห็นว่า การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ก่อนวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม91/2554
primary_red_case_no
ม115/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000289.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1158/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558