คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782/2558 ฉบับเต็ม

#582986
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782/2558 บริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด โจทก์ นายอำนาจ โตวชิรกุล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 28 (2) ป.อ. มาตรา 350 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ..." ซึ่งบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าวต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีแพ่งให้แก่บริษัท บ. แล้วก็ตาม แต่วันที่จำเลยกระทำความผิดโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินของจำเลยให้แก่ น. เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด โจทก์ กับนางนงเยาว์ ที่ 1 นายวีระชัย ที่ 2 นายอำนาจ ที่ 3 จำเลยที่พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวกับพวกร่วมกันชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางนงนุช ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส. พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์จะต้องพิจารณาในขณะยื่นฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่โอนที่ดินให้แก่นางนงนุชหรือไม่ มิใช่พิจารณาข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุเพราะขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยและไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกระทำของจำเลยอีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง...." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ ดังนี้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด แล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้แก่นางนงนุช เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-สมยศ เข็มทอง-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายปัญจ กล้าแข็ง ศาลอุทธรณ์ - นายธีรพงศ์ อุ่นชัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1489/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1116/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ123/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
582986
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายปัญจ กล้าแข็ง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธีรพงศ์ อุ่นชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970121"
    }
}
date
2558
deka_no
8782/2558
deka_running_no
8782
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 28 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนาจ โตวชิรกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด โจทก์ กับนางนงเยาว์ ที่ 1 นายวีระชัย ที่ 2 นายอำนาจ ที่ 3 จำเลยที่พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวกับพวกร่วมกันชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางนงนุช ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส. พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์จะต้องพิจารณาในขณะยื่นฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่โอนที่ดินให้แก่นางนงนุชหรือไม่ มิใช่พิจารณาข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุเพราะขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยและไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกระทำของจำเลยอีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง...." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ ดังนี้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด แล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้แก่นางนงนุช เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1116/2555
primary_red_case_no
อ123/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000272.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1489/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558