คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2558 ฉบับเต็ม

#583687
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2558 นางสมใจ ชลวัฒนสกุลหรือเจริญสันติธรรม โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยของจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำละเมิดอย่างไรจึงต้องพิจารณาฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ มิใช่พิจารณาเฉพาะการออกโฉนดให้แก่ผู้ครอบครองในขณะนั้น หรือการเพิกถอนการออกโฉนดซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัท ส. โดยไม่ชอบเพราะอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จึงแสดงว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหลังจากที่โฉนดพิพาทถูกจำเลยที่ 1 เพิกถอน มิใช่ได้รับความเสียหายนับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาท สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยได้อาศัยแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหารซึ่งมีมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 แต่ขณะที่จำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ใช้ระวางแผนที่ภายถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ตรวจสอบ การออกโฉนดที่ดินแล้วเพิกถอนนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มีส่วนผิดอยู่ แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ยังไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในขณะนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและถูกจำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเพราะวันดังกล่าวโจทก์เพิ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ครบองค์ประกอบฐานละเมิด เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด หรือล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ สืบเนื่องจากคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ ก่อนจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 ในราคา 500,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ได้ยกประเด็นเรื่องละเมิดขึ้นกล่าวอ้างโดยชอบในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ศาลจังหวัดลำพูนพิพากษาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ทำละเมิดต่อโจทก์ แต่พิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากคดีโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนที่วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์ ปัญหาว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงยุติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูน การที่จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยยกปัญหาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ขึ้นฎีกา ฎีกาข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยของจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำละเมิดอย่างไรจึงต้องพิจารณาฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ มิใช่พิจารณาเฉพาะการออกโฉนดให้แก่ผู้ครอบครองในขณะนั้น หรือการเพิกถอนการออกโฉนดซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จึงแสดงว่า โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงหลังจากที่โฉนดพิพาทถูกจำเลยที่ 1 เพิกถอน มิใช่โจทก์ได้รับความเสียหายนับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาท ซึ่งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายก็ฟังได้ว่า ในขณะที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ออกโฉนดที่ดินพิพาทนั้นได้อาศัยแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหารซึ่งมีมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 แต่ขณะที่จำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3 ใช้ระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ตรวจสอบ จึงฟังได้ว่า การออกโฉนดที่ดินแล้วเพิกถอนนั้นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มีส่วนผิดอยู่ หาใช่ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาทไม่ เพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ และโจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ยังไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและถูกจำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยแล้วว่าเป็นวันทำละเมิดจึงชอบแล้ว เพราะวันดังกล่าวโจทก์เพิ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ครบองค์ประกอบฐานละเมิด เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดหรือล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดจำนวนค่าเสียหาย 500,000 บาท เท่ากับราคาที่โจทก์ซื้อมา นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลจังหวัดลำพูน - นายปริญญา ปานเพชร ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสมนึก พานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1251/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ192/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ485/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
583687
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายปริญญา ปานเพชร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสมนึก พานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972401"
    }
}
date
2558
deka_no
3785/2558
deka_running_no
3785
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสมใจ ชลวัฒนสกุลหรือเจริญสันติธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก"
    }
]
long_text
สืบเนื่องจากคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542

โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์

ก่อนจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 ในราคา 500,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ได้ยกประเด็นเรื่องละเมิดขึ้นกล่าวอ้างโดยชอบในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ศาลจังหวัดลำพูนพิพากษาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ทำละเมิดต่อโจทก์ แต่พิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากคดีโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนที่วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์ ปัญหาว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงยุติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูน การที่จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยยกปัญหาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ขึ้นฎีกา ฎีกาข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยของจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำละเมิดอย่างไรจึงต้องพิจารณาฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ มิใช่พิจารณาเฉพาะการออกโฉนดให้แก่ผู้ครอบครองในขณะนั้น หรือการเพิกถอนการออกโฉนดซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จึงแสดงว่า โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงหลังจากที่โฉนดพิพาทถูกจำเลยที่ 1 เพิกถอน มิใช่โจทก์ได้รับความเสียหายนับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาท ซึ่งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายก็ฟังได้ว่า ในขณะที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ออกโฉนดที่ดินพิพาทนั้นได้อาศัยแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหารซึ่งมีมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 แต่ขณะที่จำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3 ใช้ระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ตรวจสอบ จึงฟังได้ว่า การออกโฉนดที่ดินแล้วเพิกถอนนั้นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มีส่วนผิดอยู่ หาใช่ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาทไม่ เพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ และโจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ยังไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและถูกจำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยแล้วว่าเป็นวันทำละเมิดจึงชอบแล้ว เพราะวันดังกล่าวโจทก์เพิ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ครบองค์ประกอบฐานละเมิด เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดหรือล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดจำนวนค่าเสียหาย 500,000 บาท เท่ากับราคาที่โจทก์ซื้อมา นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ192/2554
primary_red_case_no
พ485/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000292.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1251/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558