คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7065/2558 ฉบับเต็ม

#584771
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7065/2558 นายสว่าง กิตติวานิชย์ โจทก์ นายคงศักดิ์ วงษ์วิเศษ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42 แม้ความตายของโจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ ศ. จะมีผลให้การเป็นผู้อนุบาลของ ศ. สิ้นสุดลงนับแต่วันที่โจทก์ถึงแก่ความตายในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 42 มิได้ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความมรณะของคู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี แสดงว่าความมรณะของคู่ความจะต้องปรากฏแก่ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หากความไม่ปรากฏแก่ศาลก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือมีกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 คดีนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการภายหลังจากนั้นเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ หรือมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบสิ้นผลไป ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 2,250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ กับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 2,250,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นผู้อนุบาลโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงแล้วนับตั้งแต่โจทก์ถึงแก่ความตาย นายศิริวัฒน์จึงไม่ใช่คู่ความและไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้บังคับคดี คำขอบังคับคดีที่นายศิริวัฒน์ผู้อนุบาลโจทก์ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จึงไม่มีผลบังคับแล้วนั้น เห็นว่า แม้ความตายของโจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนายศิริวัฒน์จะมีผลให้การเป็นผู้อนุบาลของนายศิริวัฒน์สิ้นสุดลงนับแต่วันที่โจทก์ถึงแก่ความตายในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพียงว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะโดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามาเนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ" บทบัญญัติเช่นว่านี้มิได้ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความมรณะของคู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี แสดงว่าความมรณะของคู่ความจะต้องปรากฏแก่ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หากความไม่ปรากฏแก่ศาลก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือมีกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 คดีนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการภายหลังจากนั้นเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ หรือมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบสิ้นผลไป การที่นายศิริวัฒน์มิได้แถลงต่อศาลเกี่ยวกับความตายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการละเลยหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายศิริวัฒน์ในฐานะผู้อนุบาลโจทก์ได้ดำเนินการมาก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายโดยชอบแล้วสิ้นผลไปดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-สมพงษ์ เหมวิมล) ศาลจังหวัดหลังสวน - นายกฤษณ สุระกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ803/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ165/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ216/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
584771
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหลังสวน",
        "judge": "นายกฤษณ สุระกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970594"
    }
}
date
2558
deka_no
7065/2558
deka_running_no
7065
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "สมพงษ์ เหมวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสว่าง กิตติวานิชย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคงศักดิ์ วงษ์วิเศษ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 2,250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ กับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 2,250,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นผู้อนุบาลโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงแล้วนับตั้งแต่โจทก์ถึงแก่ความตาย นายศิริวัฒน์จึงไม่ใช่คู่ความและไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้บังคับคดี คำขอบังคับคดีที่นายศิริวัฒน์ผู้อนุบาลโจทก์ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จึงไม่มีผลบังคับแล้วนั้น เห็นว่า แม้ความตายของโจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนายศิริวัฒน์จะมีผลให้การเป็นผู้อนุบาลของนายศิริวัฒน์สิ้นสุดลงนับแต่วันที่โจทก์ถึงแก่ความตายในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพียงว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะโดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามาเนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ" บทบัญญัติเช่นว่านี้มิได้ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความมรณะของคู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี แสดงว่าความมรณะของคู่ความจะต้องปรากฏแก่ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หากความไม่ปรากฏแก่ศาลก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือมีกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 คดีนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการภายหลังจากนั้นเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ หรือมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบสิ้นผลไป การที่นายศิริวัฒน์มิได้แถลงต่อศาลเกี่ยวกับความตายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการละเลยหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายศิริวัฒน์ในฐานะผู้อนุบาลโจทก์ได้ดำเนินการมาก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายโดยชอบแล้วสิ้นผลไปดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ165/2548
primary_red_case_no
พ216/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000276.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ803/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558