คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2556 ฉบับเต็ม

#584774
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2556 นางสมใจ โฆษิตชูตระกูล โจทก์ นางสาวชนันภรณ์ รุนสำราญ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 211 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งหกจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยทั้งหกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยทั้งหกกลับให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จ ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยทั้งหกจึงมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 211 โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัดและถือว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยทั้งหกจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินค่างวด 1,350,000 บาท พร้อมค่าเสียหาย 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกรณีไม่อาจบังคับแก่จำเลยทั้งหกได้ ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น 1,500,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และนายรัฐพงษ์ ทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 3 ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินตามแผนผังสังเขป เนื้อที่ 44 ตารางวา ในโฉนดเลขที่ 168719 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ และให้ติดตั้งมาตรวัดน้ำกับไฟฟ้าในบ้านดังกล่าว ทั้งจัดการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ประปา ท่อน้ำเสียสำหรับโครงการดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 3 เดือนนับแต่วันพิพากษา โดยให้ร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจำนวน 3,150,000 บาท แก่ฝ่ายจำเลยในวันจดทะเบียนโอนหากจำเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินผ่อนค่างวดจำนวน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทสำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ในส่วนความรับผิดของนายรัฐพงษ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 นั้น ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 3 ซึ่งตกได้แก่ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 8,000 บาท โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 จึงไม่กำหนด ค่าทนายความให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายฮิเดะโอะ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งหกเข้าหุ้นกันจัดสรรที่ดินพร้อมสร้างบ้านแบบทาวน์เฮาส์ขายบนที่ดินโฉนดเลขที่ 15562 และเลขที่ 15563 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ต่อมามีการรวมโฉนดและแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 168719 โจทก์วางเงินมัดจำ 50,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้าน และวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยที่ 1 ในราคา 4,500,000 บาท แบ่งชำระ 10 งวด งวดละ130,000 บาท ชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2533 ส่วนที่เหลือ 3,150,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์สั่งจ่ายเช็คผู้ถือ ชำระค่างวด งวดที่ 1 ถึงที่ 7 แล้ว ส่วนเช็คงวดที่ 8 ถึงที่ 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์ เป็นผู้เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัด ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์มีนายกันย์ทัศ สามีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายกันย์ทัศและหรือจำเลยที่ 5 เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีที่เรียกเก็บเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดกันย์ทิพย์พาณิชย์ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารการรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่การก่อสร้างทาวน์เฮาส์ยังไม่แล้วเสร็จ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่รับโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งหกยังปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ดังนี้ จำเลยทั้งหกมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 211 โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยทั้งหกย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งหกจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยทั้งหกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่จำเลยทั้งหกกลับให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา ซึ่งเมื่อนับจากวันทำสัญญาถึงวันที่จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปีเศษ และจำเลยที่ 1 รับเงินที่โจทก์ชำระค่างวดตามสัญญานับแต่วันทำสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 ปีเศษแล้ว แต่จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาโดยยังก่อสร้างทาวน์เฮาส์ ตลอดจนดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไม่เสร็จ กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุทธินันท์ เสียมสกุล-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลแพ่ง - นายสุรพล เอี่ยมอธิคม ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย วัฒนโยธิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.304/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ18210/2539 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ8342/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
584774
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุรพล เอี่ยมอธิคม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย วัฒนโยธิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981329"
    }
}
date
2556
deka_no
6698/2556
deka_running_no
6698
deka_year
2556
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "สุทธินันท์ เสียมสกุล",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 211"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสมใจ โฆษิตชูตระกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวชนันภรณ์ รุนสำราญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินค่างวด 1,350,000 บาท พร้อมค่าเสียหาย 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกรณีไม่อาจบังคับแก่จำเลยทั้งหกได้ ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น 1,500,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และนายรัฐพงษ์ ทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 3 ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินตามแผนผังสังเขป เนื้อที่ 44 ตารางวา ในโฉนดเลขที่ 168719 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ และให้ติดตั้งมาตรวัดน้ำกับไฟฟ้าในบ้านดังกล่าว ทั้งจัดการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ประปา ท่อน้ำเสียสำหรับโครงการดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 3 เดือนนับแต่วันพิพากษา โดยให้ร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจำนวน 3,150,000 บาท แก่ฝ่ายจำเลยในวันจดทะเบียนโอนหากจำเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินผ่อนค่างวดจำนวน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทสำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ในส่วนความรับผิดของนายรัฐพงษ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 นั้น ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 3 ซึ่งตกได้แก่ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 8,000 บาท โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 จึงไม่กำหนด ค่าทนายความให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายฮิเดะโอะ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งหกเข้าหุ้นกันจัดสรรที่ดินพร้อมสร้างบ้านแบบทาวน์เฮาส์ขายบนที่ดินโฉนดเลขที่ 15562 และเลขที่ 15563 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ต่อมามีการรวมโฉนดและแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 168719 โจทก์วางเงินมัดจำ 50,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้าน และวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยที่ 1 ในราคา 4,500,000 บาท แบ่งชำระ 10 งวด งวดละ130,000 บาท ชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2533 ส่วนที่เหลือ 3,150,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์สั่งจ่ายเช็คผู้ถือ ชำระค่างวด งวดที่ 1 ถึงที่ 7 แล้ว ส่วนเช็คงวดที่ 8 ถึงที่ 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์ เป็นผู้เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัด ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์มีนายกันย์ทัศ สามีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายกันย์ทัศและหรือจำเลยที่ 5 เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีที่เรียกเก็บเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดกันย์ทิพย์พาณิชย์ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารการรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่การก่อสร้างทาวน์เฮาส์ยังไม่แล้วเสร็จ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่รับโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งหกยังปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ดังนี้ จำเลยทั้งหกมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 211 โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยทั้งหกย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งหกจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยทั้งหกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่จำเลยทั้งหกกลับให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา ซึ่งเมื่อนับจากวันทำสัญญาถึงวันที่จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปีเศษ และจำเลยที่ 1 รับเงินที่โจทก์ชำระค่างวดตามสัญญานับแต่วันทำสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 ปีเศษแล้ว แต่จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาโดยยังก่อสร้างทาวน์เฮาส์ ตลอดจนดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไม่เสร็จ กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ18210/2539
primary_red_case_no
พ8342/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000370.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.304/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556