คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719/2558 ฉบับเต็ม

#584776
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719/2558 นายทองพูล สับพงษ์ โจทก์ นายวิมล พลับนิล กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมเนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม แม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง เมื่ออายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงานเป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การนับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปและจ่ายค่าจ้าง 60,000 บาท ค่าล่วงเวลา 10,000 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 3,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,000 บาท กับให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 เรื่อง ไล่ลูกจ้างออกจากงาน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ พัสดุ ไปรษณีย์ และงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ในที่ทำการไปรษณีย์ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 4 จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 2 ได้รับการร้องเรียนจากนายทองดีว่า เงินสดจำนวน 2,200 ฟรังก์สวิส คิดเป็นเงินไทย 71,324 บาท หายไปจากจดหมายลงทะเบียนที่บุตรสาวได้ส่งมาจากต้นทางประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จำเลยที่ 2 สอบสวนข้อเท็จจริงพบว่านายธีรวัฒน์ ลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 2 ประจำที่ทำการไปรษณีย์เดียวกับโจทก์ได้นำธนบัตรฟรังก์สวิสไปแลกเปลี่ยนที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งไล่นายธีรวัฒน์ออกจากงาน ต่อมานายธีรวัฒน์ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้นำธนบัตรฟรังก์สวิสมาให้ตนนำไปแลกเปลี่ยนและนำมาแบ่งกัน จำเลยที่ 2 จึงไล่โจทก์ออกจากงาน ในวันที่ 8 เมษายน 2548 ตามคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 แล้ววินิจฉัยว่า คำให้การของนายธีรวัฒน์กลับไปกลับมาไม่ควรแก่การเชื่อถือ นายธีรวัฒน์มาทำงานในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลา 00.10 นาฬิกา ถึง 08.10 นาฬิกา โดยปกตินายธีรวัฒน์จะเข้ามาในห้องไปรษณีย์ขาเข้าลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าการคัดแยกถูกต้องหรือไม่ นายธีรวัฒน์จึงมีโอกาสที่จะหยิบฉวยจดหมายลงทะเบียนต่างประเทศฉบับดังกล่าวได้ โจทก์ได้รับจดหมายในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา แต่มิได้นำไปส่งให้แก่นายทองดีในวันดังกล่าวด้วยเหตุหลงลืม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการแกะจดหมายลงทะเบียนและลักสิ่งบรรจุภายในซึ่งเป็นเงินฟรังก์สวิสไป โจทก์จึงไม่มีความผิดวินัยร้ายแรงในฐานทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและเนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากการกลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก จำเลยที่ 1 กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยคิดจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 4 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เพื่อให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำให้การโจทก์และพยานจำเลยว่า โจทก์ไม่นำจ่ายจดหมายและทำหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามระเบียบ น่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์จึงมีเหตุผลอันสมควรนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 ฟังเป็นยุติว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการลักเงินจากซองจดหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องนับอายุงานต่อเนื่องให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ดังกล่าวแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลรูปคดีที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติห้ามศาลแรงงานนับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่อายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงานเป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การนับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 8 เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 (ปกรณ์ สุวรรณพรหมา-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลแรงงานภาค 4 - นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1660/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ25/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ15/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
584776
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 4",
        "judge": "นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970811"
    }
}
date
2558
deka_no
6719/2558
deka_running_no
6719
deka_year
2558
department
แรงงาน
judges
[
    "ปกรณ์ สุวรรณพรหมา",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายทองพูล สับพงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิมล พลับนิล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปและจ่ายค่าจ้าง 60,000 บาท ค่าล่วงเวลา 10,000 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 3,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,000 บาท กับให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 เรื่อง ไล่ลูกจ้างออกจากงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ พัสดุ ไปรษณีย์ และงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ในที่ทำการไปรษณีย์ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 4 จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 2 ได้รับการร้องเรียนจากนายทองดีว่า เงินสดจำนวน 2,200 ฟรังก์สวิส คิดเป็นเงินไทย 71,324 บาท หายไปจากจดหมายลงทะเบียนที่บุตรสาวได้ส่งมาจากต้นทางประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จำเลยที่ 2 สอบสวนข้อเท็จจริงพบว่านายธีรวัฒน์ ลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 2 ประจำที่ทำการไปรษณีย์เดียวกับโจทก์ได้นำธนบัตรฟรังก์สวิสไปแลกเปลี่ยนที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งไล่นายธีรวัฒน์ออกจากงาน ต่อมานายธีรวัฒน์ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้นำธนบัตรฟรังก์สวิสมาให้ตนนำไปแลกเปลี่ยนและนำมาแบ่งกัน จำเลยที่ 2 จึงไล่โจทก์ออกจากงาน ในวันที่ 8 เมษายน 2548 ตามคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 แล้ววินิจฉัยว่า คำให้การของนายธีรวัฒน์กลับไปกลับมาไม่ควรแก่การเชื่อถือ นายธีรวัฒน์มาทำงานในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลา 00.10 นาฬิกา ถึง 08.10 นาฬิกา โดยปกตินายธีรวัฒน์จะเข้ามาในห้องไปรษณีย์ขาเข้าลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าการคัดแยกถูกต้องหรือไม่ นายธีรวัฒน์จึงมีโอกาสที่จะหยิบฉวยจดหมายลงทะเบียนต่างประเทศฉบับดังกล่าวได้ โจทก์ได้รับจดหมายในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา แต่มิได้นำไปส่งให้แก่นายทองดีในวันดังกล่าวด้วยเหตุหลงลืม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการแกะจดหมายลงทะเบียนและลักสิ่งบรรจุภายในซึ่งเป็นเงินฟรังก์สวิสไป โจทก์จึงไม่มีความผิดวินัยร้ายแรงในฐานทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและเนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากการกลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก จำเลยที่ 1 กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยคิดจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 4 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เพื่อให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำให้การโจทก์และพยานจำเลยว่า โจทก์ไม่นำจ่ายจดหมายและทำหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามระเบียบ น่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์จึงมีเหตุผลอันสมควรนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 ฟังเป็นยุติว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการลักเงินจากซองจดหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องนับอายุงานต่อเนื่องให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ดังกล่าวแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลรูปคดีที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติห้ามศาลแรงงานนับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่อายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงานเป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การนับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 8 เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
พ25/2549
primary_red_case_no
พ15/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000278.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1660/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558