คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4604/2558 ฉบับเต็ม

#584788
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4604/2558 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายบุญธรรม พุทธสอน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 43 ป.อ. มาตรา 147 ป.วิ.อ. มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้น หมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 147 ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 161, 264, 265, 266, 268 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 87,438 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 266(4) และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสาร และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 45 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารและฐานปลอมตั๋วเงินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอีก 2 กระทง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,500 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สิน หรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้นหมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (ธีระ เบญจรัศมีโรจน์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชกูล โตอ่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายกีรติ เชียงปวน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6423/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ650/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4712/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
584788
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายชกูล โตอ่อน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายกีรติ เชียงปวน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971957"
    }
}
date
2558
deka_no
4604/2558
deka_running_no
4604
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 43"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 147"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญธรรม พุทธสอน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 161, 264, 265, 266, 268 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 87,438 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 266(4) และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสาร และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 45 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารและฐานปลอมตั๋วเงินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอีก 2 กระทง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,500 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สิน หรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้นหมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
อ650/2549
primary_red_case_no
อ4712/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000288.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6423/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558