คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6799/2558 ฉบับเต็ม

#584888
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6799/2558 นางสุภาภรณ์ บุตรวิเศษหรือวงสาสนธิ์ โจทก์ นายทองอินทร์ บุตรวิเศษ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5 คดีก่อน โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับจำเลย ในราคา 450,000 บาท จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยได้รับเงินครบถ้วนและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว เมื่อครบกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย เท่ากับโจทก์ยอมรับว่า เคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง และที่ดินพิพาททั้งสองเป็นของจำเลย แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 400,000 บาท โดยโจทก์ประสงค์เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ อันเป็นการแสดงเจตนาลวง คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องก่อน ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีก่อน อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 15,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ปี 2535 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายภานุพงศ์ วันที่ 31 ตุลาคม 2545 มีการทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่าโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคาแปลงละ 200,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาโจทก์กับนายภานุพงศ์จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2547 นายภานุพงศ์ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอแบ่งสินสมรส วันที่ 11 มีนาคม 2554 นายภานุพงศ์กับโจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล มีข้อความระบุว่า นายภานุพงศ์ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นสินสมรสให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ ตามหนังสือบอกกล่าวและไปรษณีย์ตอบรับ ในปี 2555 โจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินสองแปลงซึ่งเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้ให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวง เป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ นั้นศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับจำเลยในราคา 450,000 บาท จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยได้รับเงินครบถ้วนและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว เมื่อครบกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย เท่ากับโจทก์ยอมรับว่า เคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง และที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 400,000 บาท โดยโจทก์ประสงค์เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ มิให้สามีโจทก์รับรู้ อันเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยจำเลยทราบรายละเอียดดี ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืน แล้วจำเลยเพิกเฉย คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์รับว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีเดิม อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวงเป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-แก้ว เวศอุไร) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสุวัฒชัย สิงห์คำ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.173/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1558/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2238/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
584888
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายสุวัฒชัย สิงห์คำ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970804"
    }
}
date
2558
deka_no
6799/2558
deka_running_no
6799
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์",
    "แก้ว เวศอุไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุภาภรณ์ บุตรวิเศษหรือวงสาสนธิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทองอินทร์ บุตรวิเศษ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ปี 2535 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายภานุพงศ์ วันที่ 31 ตุลาคม 2545 มีการทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่าโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคาแปลงละ 200,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาโจทก์กับนายภานุพงศ์จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2547 นายภานุพงศ์ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอแบ่งสินสมรส วันที่ 11 มีนาคม 2554 นายภานุพงศ์กับโจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล มีข้อความระบุว่า นายภานุพงศ์ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นสินสมรสให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ ตามหนังสือบอกกล่าวและไปรษณีย์ตอบรับ ในปี 2555 โจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินสองแปลงซึ่งเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้ให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2555

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวง เป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ นั้นศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับจำเลยในราคา 450,000 บาท จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยได้รับเงินครบถ้วนและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว เมื่อครบกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย เท่ากับโจทก์ยอมรับว่า เคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง และที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 400,000 บาท โดยโจทก์ประสงค์เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ มิให้สามีโจทก์รับรู้ อันเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยจำเลยทราบรายละเอียดดี ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืน แล้วจำเลยเพิกเฉย คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์รับว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีเดิม อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวงเป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1558/2555
primary_red_case_no
พ2238/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000278.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.173/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558