คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558 ฉบับเต็ม

#585101
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558 นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางนาง สร้างโศรก โจทก์ นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือสร่างโศรก หรือสร่างโศก กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ วรรคห้า การที่โจทก์กับนาง ท. ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในคดีก่อน นั้น ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย เพราะหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนาง ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนาง ท. และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ใช้อำนาจผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกัน คือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน มุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง น. ตามคำสั่งศาลจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ ถือเป็นการโอนทางมรดก ซึ่งเข้าข้อยกเว้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขอย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง สร้างโศรก เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพ แต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลน้ำกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางราชการออกให้แก่นางนาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ซึ่งสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อม มากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์โดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกันถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล-เมทินี ชโลธร-สุพจน์ กิตติรักษนนท์) ศาลจังหวัดยโสธร - นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวมณฑิรา จำนงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2592/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ198/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1107/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585101
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยโสธร",
        "judge": "นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวมณฑิรา จำนงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969903"
    }
}
date
2558
deka_no
9129/2558
deka_running_no
9129
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล",
    "เมทินี ชโลธร",
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 58 ทวิ วรรคห้า"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนางนาง สร้างโศรก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือสร่างโศรก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือสร่างโศก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขอย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง สร้างโศรก เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพ แต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลน้ำกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางราชการออกให้แก่นางนาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ซึ่งสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อม มากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์โดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกันถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ198/2555
primary_red_case_no
พ1107/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000270.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2592/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558