คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5687/2558 ฉบับเต็ม

#585113
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5687/2558 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายธฤตพน วนาสุพันธ์ ผู้ร้อง บริษัทฮิลคอน จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146, มาตรา 158, มาตรา 179 วรรคท้าย การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะสอบสวนให้ได้ความเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดในคดีล้มละลายหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด่วนสั่งยกคำร้องโดยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งถอนการยึด จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนและมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึดตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงมิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาลตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 ที่บัญญัติให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเหมือนอย่างคดีธรรมดา ซึ่งผู้ร้องขอต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ถอนการยึดนั้น แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลตาม มาตรา 146 ซึ่งตามตารางท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย มิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องต่อศาล ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับการปลดจากล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8162 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมิน 80,142,000 บาท และจะทำการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 (ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9092/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้) แต่เป็นของผู้ร้องซึ่งลุงและป้ายกให้เมื่อปี 2540 แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ไว้แทน ผู้ร้องไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำนองทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนและมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดให้แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้เป็นผู้ยึดเอง ผู้ร้องไม่อาจร้องคัดค้านการยึดทรัพย์และขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องหรือของจำเลยที่ 3 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ดังกล่าวภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวที่ถูกยึดไว้ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และได้เสียค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 200,000 บาท ไปแล้ว จึงของดเว้นค่าขึ้นศาลในคดีนี้เนื่องจากเป็นทรัพย์เดียวกัน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ เป็นการยื่นคำร้องคนละศาลและคนละคดี จึงไม่มีเหตุให้งดเว้นค่าขึ้นศาลในคดีนี้ ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8162 ตำบลสามเสนใน (สามเสนฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 คดีนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2553 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 9092/2541 ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว อ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแต่โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจำนอง ทั้งนี้ ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาล 200,000 บาท แก่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รับคำร้องขอและนัดไต่สวน โดยหมายส่งสำเนาให้โจทก์ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้คดี ตามสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมศาลในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ท้ายคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว (เป็นเงิน 200,000 บาท) ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะสอบสวนให้ได้ความเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดในคดีล้มละลายหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด่วนสั่งยกคำร้องโดยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งถอนการยึด จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนและมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึดตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงมิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 158 ที่บัญญัติให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเหมือนอย่างคดีธรรมดาซึ่งผู้ร้องขอต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ถอนการยึดนั้น แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 146 ซึ่งตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย มิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องต่อศาล การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยก็ดี และมีคำสั่งไม่งดเว้นค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ก็ดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าว และให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) ศาลล้มละลายกลาง - นายเกรียงไกร ศรีสังข์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.98/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ล3953/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ล4253/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585113
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายเกรียงไกร ศรีสังข์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971485"
    }
}
date
2558
deka_no
5687/2558
deka_running_no
5687
deka_year
2558
department
ล้มละลาย
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 146",
            "ม. 158",
            "ม. 179 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายธฤตพน วนาสุพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทฮิลคอน จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับการปลดจากล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8162 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมิน 80,142,000 บาท และจะทำการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 (ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9092/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้) แต่เป็นของผู้ร้องซึ่งลุงและป้ายกให้เมื่อปี 2540 แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ไว้แทน ผู้ร้องไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำนองทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนและมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดให้แก่ผู้ร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้เป็นผู้ยึดเอง ผู้ร้องไม่อาจร้องคัดค้านการยึดทรัพย์และขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องหรือของจำเลยที่ 3 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ดังกล่าวภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวที่ถูกยึดไว้ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และได้เสียค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 200,000 บาท ไปแล้ว จึงของดเว้นค่าขึ้นศาลในคดีนี้เนื่องจากเป็นทรัพย์เดียวกัน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ เป็นการยื่นคำร้องคนละศาลและคนละคดี จึงไม่มีเหตุให้งดเว้นค่าขึ้นศาลในคดีนี้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8162 ตำบลสามเสนใน (สามเสนฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 คดีนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2553 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 9092/2541 ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว อ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแต่โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจำนอง ทั้งนี้ ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาล 200,000 บาท แก่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รับคำร้องขอและนัดไต่สวน โดยหมายส่งสำเนาให้โจทก์ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้คดี ตามสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมศาลในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ท้ายคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว (เป็นเงิน 200,000 บาท) ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะสอบสวนให้ได้ความเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดในคดีล้มละลายหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด่วนสั่งยกคำร้องโดยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งถอนการยึด จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนและมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึดตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงมิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 158 ที่บัญญัติให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเหมือนอย่างคดีธรรมดาซึ่งผู้ร้องขอต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ถอนการยึดนั้น แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 146 ซึ่งตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย มิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องต่อศาล การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยก็ดี และมีคำสั่งไม่งดเว้นค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ก็ดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าว และให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ล3953/2547
primary_red_case_no
ล4253/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000284.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.98/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558