คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10488/2558 ฉบับเต็ม

#585117
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10488/2558 พนักงานอัยการจังหวัดตราด โจทก์ นายสมเกียรติ อริยเมธีสกุล โจทก์ร่วม นายสัญชัย ศิริเสวกุล ผู้ร้อง นางดุษฏีหรือเตียง ศิริเสวกุล จำเลย ป.อ. มาตรา 38 ป.อ. มาตรา 38 บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด" เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 นายสัญชัย ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นทายาทของจำเลย เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ผู้ร้องจึงขอรับเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลชำระค่าปรับคืนไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีเพราะจำเลยถึงแก่ความตายมิได้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยไม่มีความผิด ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 38 บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด" ดังนี้เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระต่อศาลชั้นต้นแก่ผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลย (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-สมยศ เข็มทอง-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลจังหวัดตราด - นายอนุพงษ์ โพร้งประภา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสถิตย์ อรรถบลยุคล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1849/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1928/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2187/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585117
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตราด",
        "judge": "นายอนุพงษ์ โพร้งประภา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสถิตย์ อรรถบลยุคล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969097"
    }
}
date
2558
deka_no
10488/2558
deka_running_no
10488
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 38"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตราด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสมเกียรติ อริยเมธีสกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายสัญชัย ศิริเสวกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางดุษฏีหรือเตียง ศิริเสวกุล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 นายสัญชัย ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นทายาทของจำเลย เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ผู้ร้องจึงขอรับเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลชำระค่าปรับคืนไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีเพราะจำเลยถึงแก่ความตายมิได้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยไม่มีความผิด ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 38 บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด" ดังนี้เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระต่อศาลชั้นต้นแก่ผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1928/2547
primary_red_case_no
อ2187/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000263.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1849/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558