คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2558 ฉบับเต็ม

#585207
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2558 นายสุทธิพงษ์นวลตา ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายคำสา นวลตา โจทก์ นายสมยศ สัพโส จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่า ค. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้ ต. และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. ใช้สิทธิฟ้องจำเลยในฐานะบริวารของ ต. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อ ต. ถูกผูกพันโดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของ ต. ออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายคำสาบิดาโจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนสารบบเล่ม 3 เลขที่ 287 หมู่ที่ 5 ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม (เรณูนคร) จังหวัดนครพนม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2553) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เสียเกินมา 1,200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมนายคำสา บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 289 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยของนางคำตัน ได้อาศัยสิทธิของนางคำตันเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมาเมื่อปี 2541 นายคำสาถึงแก่ความตายโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำสาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ในปี 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ นางคำตันได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายคำสา เป็นจำเลย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น โดยกล่าวฟ้องว่าเมื่อปี 2507 นางคำตันกับนายคำสา ร่วมกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ แล้วตกลงแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วนโดยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินทางด้านทิศตะวันตก ส่วนนายคำสาครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2509 นายคำสานำที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งส่วนของนางคำตันและนายคำสาไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ให้แก่นายคำสาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2510 หลังจากนายคำสาถึงแก่ความตายแล้ว นางคำตันก็ได้บอกกล่าวให้โจทก์กับพวกในฐานะทายาทของนายคำสาแบ่งแยกที่ดินพิพาทส่วนที่นางคำตันครอบครองให้แก่นางคำตัน แต่โจทก์กับพวกเพิกเฉย ส่วนโจทก์คดีนี้กับพวกให้การและฟ้องแย้งว่านายคำสาซื้อที่ดินเพียงผู้เดียว นางคำตันไม่ได้ร่วมซื้อด้วย นางคำตันเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายคำสา ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนางคำตัน ขอให้บังคับนางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนครจังหวัดนครพนม เป็นของนายคำสาหรือของนางคำตัน ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาว่า นายคำสาเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้นางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9580/57 ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสาใช้สิทธิฟ้องจำเลยในฐานะบริวารของนางคำตันซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อนางคำตันถูกผูกพันโดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสา จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของนางคำตันออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์จำเลยให้การต่อสู้ว่าอยู่ในที่ดินในฐานะบริวารของนางคำตัน เท่ากับมิได้ต่อสู้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น และจำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์และจำเลย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ประยูร ณ ระนอง-อุดม สิทธิวิรัชธรรม-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลจังหวัดนครพนม - นายเทอดพงษ์ กาศเรือนแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1039/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ81/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1028/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585207
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นายเทอดพงษ์ กาศเรือนแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971611"
    }
}
date
2558
deka_no
5433/2558
deka_running_no
5433
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "อุดม สิทธิวิรัชธรรม",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายสุทธิพงษ์นวลตา ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายคำสา นวลตา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมยศ สัพโส"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายคำสาบิดาโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนสารบบเล่ม 3 เลขที่ 287 หมู่ที่ 5 ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม (เรณูนคร) จังหวัดนครพนม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2553) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เสียเกินมา 1,200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมนายคำสา บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 289 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยของนางคำตัน ได้อาศัยสิทธิของนางคำตันเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมาเมื่อปี 2541 นายคำสาถึงแก่ความตายโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำสาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ในปี 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ นางคำตันได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายคำสา เป็นจำเลย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น โดยกล่าวฟ้องว่าเมื่อปี 2507 นางคำตันกับนายคำสา ร่วมกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ แล้วตกลงแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วนโดยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินทางด้านทิศตะวันตก ส่วนนายคำสาครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2509 นายคำสานำที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งส่วนของนางคำตันและนายคำสาไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ให้แก่นายคำสาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2510 หลังจากนายคำสาถึงแก่ความตายแล้ว นางคำตันก็ได้บอกกล่าวให้โจทก์กับพวกในฐานะทายาทของนายคำสาแบ่งแยกที่ดินพิพาทส่วนที่นางคำตันครอบครองให้แก่นางคำตัน แต่โจทก์กับพวกเพิกเฉย ส่วนโจทก์คดีนี้กับพวกให้การและฟ้องแย้งว่านายคำสาซื้อที่ดินเพียงผู้เดียว นางคำตันไม่ได้ร่วมซื้อด้วย นางคำตันเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายคำสา ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนางคำตัน ขอให้บังคับนางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนครจังหวัดนครพนม เป็นของนายคำสาหรือของนางคำตัน ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาว่า นายคำสาเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้นางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9580/57 ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสาใช้สิทธิฟ้องจำเลยในฐานะบริวารของนางคำตันซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อนางคำตันถูกผูกพันโดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสา จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของนางคำตันออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์จำเลยให้การต่อสู้ว่าอยู่ในที่ดินในฐานะบริวารของนางคำตัน เท่ากับมิได้ต่อสู้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น และจำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์และจำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ81/2553
primary_red_case_no
พ1028/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000285.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1039/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558