คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6154/2558 ฉบับเต็ม

#585452
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6154/2558 บริษัทนาราชา จำกัด โจทก์ นายธวัช ตันติพิริยะกิจ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ในชั้นสืบพยานโจทก์มี ก. ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีแทน และอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับไว้เป็นเอกสารหมาย จ.2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ประทับตราสำคัญของบริษัททั้งในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 แล้ว การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าที่ดิน ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน 42,566,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดโอกาสนำเงินค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนที่ดินไปลงทุนหาประโยชน์ทางการค้า 11,971,750 บาท และให้จำเลยชำระค่าจ้างสถาปนิกในการสำรวจพื้นที่ออกแบบ คำนวณงานก่อสร้าง พร้อมค่าขออนุญาตทำการก่อสร้าง 27,177,699 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเนื่องจากการขาดโอกาสในการลงทุน 186,725,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,743,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวกรกฎ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นสืบพยานโจทก์มีนางสาวกรกฎ ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีแทนและอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับไว้เป็นเอกสารหมาย จ.2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ประทับตราสำคัญของบริษัททั้งในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 แล้ว การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปตามลำดับชั้นศาล พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (นิติ เอื้อจรัสพันธุ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-วัชรินทร์ สุขเกื้อ) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2665/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ287/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ152/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585452
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971149"
    }
}
date
2558
deka_no
6154/2558
deka_running_no
6154
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "วัชรินทร์ สุขเกื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนาราชา จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธวัช ตันติพิริยะกิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าที่ดิน ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน 42,566,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดโอกาสนำเงินค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนที่ดินไปลงทุนหาประโยชน์ทางการค้า 11,971,750 บาท และให้จำเลยชำระค่าจ้างสถาปนิกในการสำรวจพื้นที่ออกแบบ คำนวณงานก่อสร้าง พร้อมค่าขออนุญาตทำการก่อสร้าง 27,177,699 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเนื่องจากการขาดโอกาสในการลงทุน 186,725,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,743,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวกรกฎ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นสืบพยานโจทก์มีนางสาวกรกฎ ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีแทนและอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับไว้เป็นเอกสารหมาย จ.2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ประทับตราสำคัญของบริษัททั้งในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 แล้ว การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
พ287/2553
primary_red_case_no
พ152/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000281.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2665/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558