คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175 -ที่ 6177/2558 ฉบับเต็ม

#585456
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175 - 6177/2558 นายสมกิจ จิตรเจริญ โจทก์ นายนพพร ดีรักษา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์ทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ในเขตป่าสงวนและเขตปฏิรูปที่ดิน ต้องห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ เงินมัดจำที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายกรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 411 จึงหาอาจเรียกคืนได้ไม่ ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 77,049.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันคืนเงิน 30,832.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และร่วมกันคืนเงิน 15,416.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 75,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินมัดจำ 30,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และคืนเงินมัดจำ 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตั้งอยู่หมู่ที่ 6 หมู่บ้านไทรทอง ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา โจทก์ที่ 1 มอบเงิน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 มอบเงิน 30,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 มอบเงิน 15,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เป็นค่ามัดจำที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อไปจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หาใช่เงินที่โจทก์ทั้งสามมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้ออกเอกสารสิทธิในที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในฟ้องไม่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งต้องห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ในเขตป่าสงวนและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเสียเอง เงินมัดจำที่โจทก์ทั้งสามมอบให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จึงหาอาจจะเรียกร้องคืนได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุภัทร์ สุทธิมนัส-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-วรงค์พร จิระภาค) ศาลจังหวัดเชียงราย - นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาววรรณดี วิไลรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ684/2558, พ685/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ173/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1021/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
585456
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางสาววรรณดี วิไลรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971147"
    }
}
date
2558
deka_no
6177/2558
deka_running_no
6177
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สุภัทร์ สุทธิมนัส",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "วรงค์พร จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 411"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมกิจ จิตรเจริญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพพร ดีรักษา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 77,049.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันคืนเงิน 30,832.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และร่วมกันคืนเงิน 15,416.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 75,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินมัดจำ 30,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และคืนเงินมัดจำ 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตั้งอยู่หมู่ที่ 6 หมู่บ้านไทรทอง ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา โจทก์ที่ 1 มอบเงิน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 มอบเงิน 30,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 มอบเงิน 15,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เป็นค่ามัดจำที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อไปจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หาใช่เงินที่โจทก์ทั้งสามมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้ออกเอกสารสิทธิในที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในฟ้องไม่

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งต้องห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ในเขตป่าสงวนและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเสียเอง เงินมัดจำที่โจทก์ทั้งสามมอบให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จึงหาอาจจะเรียกร้องคืนได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ173/2555
primary_red_case_no
พ1021/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000281.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ684/2558, พ685/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175 -
year
2558